วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

“แลนดี้ โฮม” สบช่องคนกรุงผวา "น้ำท่วม" ผุดสาขา บางนา-สระบุรี ปีหน้าขยายสาขาโซนอีสาน


นางกรานต์จนรักษ์ อินนันชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ได้เตรียมลงทุนเปิดสาขาใหม่ 2 สาขาใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท คือ สาขาบางนา และสาขาสระบุรี ทั้ง 2 สาขากำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากโดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ต้องการมีบ้านหลังที่ 2 เป็นจำนวนมาก และนิยมสร้างบ้านในแถบสระบุรี ปากช่อง และเขาใหญ่ ดังนั้นการตั้งสาขาที่จังหวัดสระบุรี จึงตอบโจทย์ความต้องการซึ่งครอบคลุมได้ทั้ง 3 ส่วน “พื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยในโซนดังกล่าวมีการเติบโตมาแล้วระยะหนึ่ง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ชาวกรุงเทพฯ ให้ความสนใจมากขึ้น  โดยสนใจบ้านระดับราคาตั้งแต่ 4-5 ล้านบาทขึ้นไป
แผนธุรกิจของแลนดี้โฮมนับจากนี้ไป จะโฟกัสการขยายการลงทุนไปยังต่างภูมิภาคต่อเนื่อง ปีละ 2-3 สาขา โดยทำเลที่บริษัทจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการเปิดสาขาในโซนภาคอีสาน เนื่องจากเป็นทำเลที่มีศักยภาพด้านการลงทุนและยังมีคู่แข่งไม่มากนัก  คาดว่าจะใช้เงินลงทุนแต่ละสาขา 10-30 ล้านบาทต่อสาขา ไม่รวมค่าที่ดิน เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตามหลังจากที่บริษัทได้เปิดสาขาใหม่ 2 แห่งไปแล้ว พบว่ามีสัดส่วนรายได้จากภูมิภาคต่อเขตเมืองอยู่ที่ 30 ต่อ 70 
อย่างไรก็ตามเป้าหมายการขยายการลงทุนในขณะนี้ จะยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศเป็นหลัก และเสริมความเข้มแข็ง ก่อนก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยยังระบุว่าการบุกต่างประเทศสำหรับธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องหาพันธมิตรที่ดีในท้องถิ่นนั้นๆนางกรานต์จนรักษ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมและสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา นับว่าดีกว่าที่คาดไว้ แม้กระทั่งในโซนรังสิตที่เคยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา พบว่ายังมีความต้องการสร้างบ้านเกือบเป็นปกติ ส่งผลให้ยอดขายในช่วง 5 เดือนแรกของแลนดี้โฮมอยู่ที่ 400 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้ 500 ล้านบาทเมื่อปิดยอดขายครึ่งปีแรก โดยปัจจุบัน แลนดี้ โฮม มีสาขาทั้งสิ้น 5 สาขา ได้แก่ ลาดพร้าว 19, นนทบุรี (พงษ์เพชร), เดอะมอลล์ บางแค, พัทยา และราชบุรี 
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ขอนแก่น-ยาเก่าแลกไข่วันแรกเงียบเหงา


              โครงการ ยาเก่าแลกไข่ วันแรก บรรยากาศในต่างจังหวัดเงียบเหงา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ระบุยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งและงบประมาณไม่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านไม่รู้เรื่องโครงการ ยาเก่าแลกไข่ ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเริ่มเปิดรับแลกยาวันแรกพร้อมกันทั่วประเทศ กว่า 10,000 แห่ง วันนี้ (2 ก.ค.)ปรากฏว่าบรรยากาศตามโรงพยาบาลต่างๆเงียบเหงา โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเข้าถึงประชาชนรากหญ้า พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่อง จึงไม่มีชาวบ้านนำยาเก่ามาแลกไข่แม้แต่รายเดียว
                  นางสาวนิภา มณีภักดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฝาง อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า เบื้องต้นพอทราบข่าวโครงการนี้จากสื่อมวลชน แต่ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งแจ้งมายังสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ เกี่ยวกับรายละเอียดการดำเนินโครงการดังกล่าว ร่วมถึงงบประมาณก็ยังไม่ชัดเจนด้วย ซึ่งหากได้รับแจ้งจะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยใช้หอกระจายข่าวหมู่บ้าน, อสม.แจ้งให้ประชาชนได้ทราบ คาดว่าหลังจากนี้จะมีชาวบ้านมาใช้บริการรับแลกไข่มากเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อสนองนโยบายนี้ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฝาง ได้จัดเตรียมงบของโรงพยาบาลซื้อไข่ไก่ไว้รองรับ หากชาวบ้านที่ทราบข่าวนำยาเก่ามาแลกไข่ไว้ในเบื้องต้นแล้ว
ที่มา : ครอบครัวข่าว 3

ขอนแก่นเตรียมจัดงาน Thai Asean Trade Fair 2012


วันนี้ (3 ก.ค.) ที่ห้องมงกุฎเพชร โรงแรมโฆษะ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น จัดแถลงข่าวงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “THAI ASEAN Trade Fair 2012 : KHONKAEN” โดยมีนายสาโรจน์ สุวัตถิกุล พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ให้ข้อมูลถึงการจัดงานดังกล่าว โดยมีสื่อมวลชนและผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าเข้าร่วมงานจำนวนมาก  นายสาโรจน์ สุวัตถิกุล พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น กำหนดจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า Thai Asean Trade Fair 2012 ระหว่างวันที่ 12-17 กรกฎาคมนี้ ที่ชั้น G ห้างเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น โดยจะรวบรวมสินค้าเกรดพรีเมียมจากทุกภูมิภาคในประเทศไทย ทั้งสินค้า OTOP และ OPOP (สินค้าเด่นของแต่ละจังหวัด) และสินค้าเด่นจากประเทศเพื่อนบ้าน มาร่วมแสดงภายในงานดังกล่าวกว่า 220 บูท
       การจัดงาน Thai Asean Trade Fair 2012 ครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันและตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า บริการ และการท่องเที่ยวในภูมิภาคอินโดจีน ทั้งเป็นมาตรการที่จะช่วยขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค  โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าการจำหน่าย-เพิ่มรายได้ ตลอดจนเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคได้เพิ่มทักษะในการเรียนรู้ด้านการตลาด การส่งออก การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การสร้างเครือข่ายในการขยายช่องทางตลาดเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างภูมิภาค
       สาเหตุที่ต้องเลือกจัดงานที่จังหวัดขอนแก่นเพราะเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่น เป็นศูนย์กลางการค้า การบริการ และการลงทุนที่มีศักยภาพ มีสิ่งอำนวยความสะดวก สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก EWEC ตามเส้นทางถนนหมายเลข 12 ได้อย่างสะดวก  การจัดงาน Thai Asean Trade Fair 2012 ครั้งนี้จึงเป็นการประกาศศักยภาพทางการค้าและบริการของประเทศ ซึ่งจะเชื่องโยงการค้า เพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบธุรกิจในจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศและสร้างรายได้ให้ประชาชนในประเทศได้อย่างดี  พาณิชย์จังหวัดขอนแก่นกล่าวต่อว่า กิจกรรมที่น่าสนใจในงาน Thai Asean Trade Fair 2012 มีหลากหลายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเครือข่ายการค้าในประเทศภูมิภาคอินโดจีนมาร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้า เช่น สปป.ลาว, เวียดนาม, สาธารณรัฐประชาชนจีน มาร่วมออกบูทสินค้าและบริการมากถึง 220 บูท ให้เลือกชอป ชิม โชว์ และการแสดงพื้นบ้านตระการตาภายในงานดังกล่าว
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

6 ชาติลุ่มน้ำโขงบูมท่องเที่ยว ลดจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง-กำหนดทิศทางยาวเหยียด


                 แม้ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือจีเอ็มเอส (GMS : Great Mekhong Subregion) ได้แก่ กัมพูชา จีน พม่า ไทย ลาว และเวียดนาม จะมีมานานถึง 20 ปี แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขงก็ไม่ได้ "บูม" เท่าที่ควรอย่างที่หลายฝ่ายอยากเห็นทิศทางการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศ "จีเอ็มเอส" อีก 20 ปีนับจากนี้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากว่าภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันแก้โจทย์ดังกล่าวไปในทิศ ทางไหน มีแนวทางการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อผลักดันโมเดลท่องเที่ยวในกลุ่มจีเอ็มเอสเติบโตต่อไป 

"วิลเล็ม นิไมเยอร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "คีรี แทรเวล" บริษัทนำเที่ยวในกลุ่มลุ่มน้ำโขงมานาน 18 ปี ได้ฉายถึงปัญหาภาพรวมของการท่องเที่ยวในกลุ่มจีเอ็มเอสให้ฟัง โดยได้ยก "เชียงราย" เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า แม้เชียงรายจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้เปรียบเรื่องที่ตั้งเพราะติดกับพม่า และลาว ทั้งยังมีสินค้าท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่สนามบินแม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) ซึ่งอัพเกรดเป็นระดับนานาชาติเมื่อปี 1992 ไม่ได้มีสายการบินระหว่างประเทศเปิดเส้นทางบินตรงเพิ่มขึ้นมากนัก 

โดยเปรียบเทียบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเชียงรายเมื่อปี 2553 มีประมาณ 3.85 แสนคน ต่างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเชียงใหม่มากถึง 1.7 ล้านคน และเข้าภูเก็ตอีก 4.5 ล้านคน 

"มุมนี้เป็นเรื่องที่น่าผิด หวังมาก เพราะเชียงรายมีศักยภาพด้านท่องเที่ยว ไม่ได้ขาดแคลนสิ่งดึงดูดใจ มีทั้งศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างวัดร่องขุ่น 

แคมป์ช้าง โครงการหลวง หมู่บ้านชาวเขา โบราณสถานในเชียงแสน หอฝิ่น และมีโรงแรมคุณภาพสูงเป็นทางเลือกหลายแห่ง เช่น เดอะ โฟร์ซีซั่น, อนันตรา และเลอ เมอริเดียน แต่กลับไม่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว" 

"วิลเล็ม" ยังได้ชี้ถึงปัญหาที่แท้จริงอีกจุดว่า การขนส่งนักท่องเที่ยวทางรถยนต์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผ่านชายแดนและด่านตรวจคนเข้าเมืองไปยังพม่า ลาว และจีน ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกมากนัก จึงไม่ต่างอะไรกับ "ทางตัน" ที่รอวันปลดล็อก 

สำหรับการท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขง หลังจากได้ลองผิดลองถูกกันมานานถึง 20 ปี สิ่งสำคัญคือจะต้องทำให้ดีกว่านี้ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเราเชื่อว่าเชียงรายจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ยูนีคมากในอนาคต เพราะมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงาม และมีปัจจัยบวกด้านการเดินทางทางรถยนต์จากพม่า ลาว และจีน ที่คาดว่าจะได้รับความสะดวกขึ้น 

เมื่อ กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การประชุมประจำปี "แม่โขง ทัวริสซึ่ม ฟอรั่ม 2012" ที่จังหวัดเชียงราย ได้ถกกันถึงประเด็นการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าท่องเที่ยวในกลุ่มจีเอ็มเอส โดยให้น้ำหนักกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล 

"สุวัตร สิทธิหล่อ" ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบอกว่า ไทยต้องชูบทบาทการเป็นฮับของกลุ่มจีเอ็มเอส เพราะได้เปรียบเรื่องที่ตั้ง ส่วนเป้าหมายร่วมกันของกลุ่มคือ เร่งดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นนอกอนุภูมิภาคเข้ามาเที่ยวมากขึ้น ผ่านการโปรโมตเป็นจุดหมายปลายทางเดียว (single destination) โดยคณะ กรรมการด้านการตลาดจะร่วมกันออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวเส้นทางเชื่อมโยงตามชาย แดน และจะร่วมกับหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยว (เอ็นทีโอ) ของแต่ละประเทศเพื่อเพิ่มจำนวนวันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยว 

"มาร์ติน เครกส์" ประธานบริหารสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (พาต้า) มองว่า พาต้าจะร่วมกับภาคเอกชนออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาสูงเพื่อจับตลาดนักท่อง เที่ยวคุณภาพ เป็นแพ็กเกจแบบเอ็กซ์คลูซีฟพริวิเลจ เจาะกลุ่มที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (อีโคทัวริสซึ่ม) รวมถึงกลุ่มไฮเอนด์ที่ต้องการความสะดวกสบาย 

ผมยังเชื่อว่าโมเดลท่อง เที่ยวในลุ่มน้ำโขงมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวใน 6 ประเทศมีแนวโน้มขยายตัวสูง มีปัจจัยหนุนด้านการเดินทาง อย่างทางรถยนต์ก็กำลังจะมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ในเร็ว ๆ นี้ อีกทั้งต้องดึงนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่ให้มาเที่ยวเชียงรายต่อให้ได้ 

ส่วนทางเครื่องบิน กลยุทธ์หลักที่ต้องเร่งทำคือ เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน โดยขณะนี้ได้ประสานไปยัง 3 สายการบิน ได้แก่ โคแม็ค จากจีน, ซูโคย จากรัสเซีย และมิตซูบิชิ จากญี่ปุ่น เปิดบินตรงเข้าเชียงราย 

ด้าน "สตีเฟ่น ชิปานี" ตัวแทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เล่าว่า เอดีบีจะเพิ่มการสนับสนุนแก่ประเทศที่สนใจลงทุนด้านซอฟต์แวร์ เช่น การเทรนนิ่งบุคลากร เพิ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประสานงานเชิงเทคนิค และระบบรองรับต่าง ๆ รวมถึงการสร้างถนนหนทางเพราะเอดีบีมองว่าเมื่อสาธารณูปโภคได้รับการพัฒนา ภาคธุรกิจรายย่อยก็จะโตตาม 

ขณะที่ "เต้ อ่อง" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการโรงแรมและท่องเที่ยวของพม่าบอกว่า พม่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงให้ก้าวไป ข้างหน้า โดยเกือบทุกประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอสเป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีจุดประสงค์การสนับสนุนให้มีการเดินทางแบบ free flow ของภาคบริการ สินค้า แรงงาน และการลงทุน ซึ่งกลุ่มจีเอ็มเอสจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มสิ่งเหล่านี้ให้กับพม่าและ "พม่า" ก็น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น 

"โอลิเวียร์ เจเกอร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเว็บไซต์ ForwardKeys.com ชี้ให้เห็นถึงอัตราการจองห้องพักในพม่าก็เพิ่มสูงขึ้นมากถึง 54% ตั้งแต่มิถุนายน-สิงหาคม เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว 

ขณะที่ภาพรวมของอัตราการจองห้องพักของทั้ง 6 ประเทศ จีเอ็มเอสเพิ่มขึ้น 13% ในเดือนกรกฎาคม และเพิ่มขึ้น 19% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 

"เม สัน ฟลอเรนซ์" ผู้อำนวยการบริหาร "แม่โขงทัวร์" ชี้ว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ด้านท่องเที่ยวในกลุ่มจีเอ็มเอสจะเพิ่มสูง ขึ้น แต่เรื่องเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการเห็นร่วมกันก็คือ ต้องการให้การท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขงเติบโตอย่างยั่งยืน จึงต่างแบ่งปันกรณีศึกษาที่ดีที่สุดและน่าสนใจมากขึ้นในงานสัมมนาที่ผ่านมา เพื่อกำหนดอนาคตด้านท่องเที่ยวที่ดีร่วมกันสำหรับการประชุมประจำปี 2556 ประเทศจีนจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ 

"สรรเสริญ เงารังษี" รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เรื่อง "ซิงเกิลวีซ่า" กำลังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานและเจรจา เมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็จะส่งผลให้การท่องเที่ยวในกลุ่มลุ่มน้ำโขงดีขึ้น 

ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการซิงเกิลวีซ่าจะสามารถนำมาใช้ได้ทันปี 2558 รับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแน่นอน 

ทั้งหมดนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่า ทั้ง 6 ประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอสจะร่วมกันแก้โจทย์ใหญ่เพื่อผลักดันกระแสท่องเที่ยว ตามแนวลุ่มน้ำโขงต่อไป 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 

อินโดนีเซียกำลังจะเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดในโลกภายใน10ปี


                 มีการคาดการณ์ว่าประเทศอินโดนีเซียจะเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกภายในทศวรรษหน้า เนื่องจากคู่แข่งที่สำคัญอย่างมาเลเซียมีปัญหาการขาดแคลนที่ดินเพาะปลูกและต้นปาล์มน้ำมันมีอายุมาก 

ข้อมูลของธนาคารราโบ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า ค่าเฉลี่ยการใช้น้ำมันปาล์มของโลกพุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าผลผลิตของโลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีความต้องการ 2.5 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ผลผลิตมีเพียง 2.4 ล้านตันต่อปี ทำให้ผู้ผลิน้ำมันปาล์มตต้องเร่งผลิตให้มากขึ้น เนื่องจากอุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน โดยผู้ผลิตน้ำมันปาล์มต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างน้อย 640,000 เฮกเตอร์ต่อปีเพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของโลก และเมื่อพิจารณาจากตัวเลขที่คำนวณดูแล้ว พื้นที่เพาะปลูกของอินโดนีเซียน่าจะคงอยู่ไปอีก 12 ปี เนื่องจากยังมีพื้นที่อีกประมาณ 16-17 ล้านเฮกเตอร์ที่สามารถใช้เพาะปลูกต้นปาล์มได้ ในขณะที่อินโดนีเซียมีปาล์มที่โตเต็มที่เพียง 17% เท่านั้นบ่งบอกได้ถึงศักยภาพการผลิตของประเทศในอนาคต
ที่มา : Aseanwatch.org

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไทยบูมการค้าพ่วงอินเดียผนึกพม่า "บุญทรง"อ้อนทูตจีนเปิดช่องรับซื้อสินค้าเกษตร 5 ปี


2 รมต.พาณิชย์ผนึกกำลังเปิดแนวการค้าไทย กับยักษ์ใหญ่อินเดียและจีน หลังรัฐบาลแดนภารตะลงนามข้อตกลงพม่ารวดเดียว 12 ฉบับ เข้ากรอบเศรษฐกิจบิมสเทค ขณะที่ "บุญทรง" หารือทูตจีน วางแผนยาว 5 ปีหน้า รับซื้อสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวไทยเพิ่มปีละ 2 ล้านตัน  นาย ภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานล่าสุดจากกรมส่งเสริมการส่งออกถึงสถานการณ์การเสริมสร้างความ สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างอินเดียและพม่าได้ลงนามตกลงด้านการลงทุนร่วมกันแล้ว 12 ฉบับ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าของไทยในกลุ่มบิมสเทค (Bunglades-India-Mynmar-Srilanka-Thailand-Economic Cooperation : BIMSTEC) หรือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลว่าด้วยความร่วมมือหลากหลายสาขาทางเทคนิคและ เศรษฐกิจ ประกอบด้วย อินเดีย บังกลาเทศ ภูฏาน เนปาล พม่า และศรีลังกาติดตามได้ตามลิงค์
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ญี่ปุ่นนำทัพต่างชาติ ครึ่งปีหอบเงินลงทุนในไทยกว่า 4 พันล้าน


กรมพัฒนาธุรกิจการค้าฟุ้ง ประเทศไทยเนื้อหอมด้านการลงทุน ญี่ปุ่นนำทัพต่างชาติ เฉพาะครึ่งปีแรกหอบเงินลงทุนแล้ว 4,391 ล้านบาท 1 ก.ค. นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในการประชุมของคณะกรรมการฯ เมื่อวันพุธที่ 27 มิถุนายน 2555 คณะกรรมการฯ ได้อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 21 ราย มีเงินทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 377 ล้านบาท และมีการจ้างงานคนไทย จำนวน 111 คน ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตดังกล่าว ได้แก่ ธุรกิจบริการ จำนวน 11 ราย (คิดเป็นร้อยละ 52 ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต) มีเงินลงทุน จำนวน 340 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่มเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงิน บริการด้านการตลาด และให้คำปรึกษาแนะนำ เป็นต้น ประเทศที่เข้ามาลงทุน ได้แก่ ญี่ปุ่น อิตาลี สหราชอาณาจักร จีน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และสาธารณรัฐเกาหลี


              ธุรกิจสำนักงานผู้แทน จำนวน 7 ราย (คิดเป็นร้อยละ 33 ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต) มีเงินลงทุนจำนวน 21 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวทางธุรกิจเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจ การผลิต การจำหน่าย การลงทุน การตลาด ตลอดจนความต้องการใช้สินค้าและบริการต่างๆ ในประเทศไทยให้สำนักงานใหญ่ทราบ รองลงมาเป็นการหาแหล่งจัดซื้อ ตรวจสอบ ควบคุมคุณภาพและปริมาณของสินค้าที่สำนักงานใหญ่สั่งซื้อ หรือจ้างผลิตในประเทศไทย ประเทศที่เข้ามาลงทุน ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อิตาลี เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์

             ธุรกิจนายหน้าตัวแทน จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 5 ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต มีเงินลงทุนจำนวน 3 ล้านบาท ได้แก่ การทำกิจการนายหน้าเพื่อจัดหาผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ผักและผลไม้แช่แข็งในประเทศไทยให้แก่บริษัทในเครือในต่างประเทศ ประเทศที่เข้ามาลงทุน คือ ญี่ปุ่น

 ธุรกิจค้าปลีก จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 5 ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต มีเงินลงทุนจำนวน 9 ล้านบาท ได้แก่ การค้าปลีกชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้แก่ลูกค้าของบริษัท ประเทศที่เข้ามาลงทุนคือ ญี่ปุ่น

   คู่สัญญากับภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 5 ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต มีเงินลงทุนจำนวน 4 ล้านบาท ได้แก่ บริการเป็นที่ปรึกษาเพื่อควบคุมตรวจสอบและดูแลการก่อสร้าง ติดตั้งและบำรุงรักษางานระบบรางรถไฟฟ้า สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ประเทศที่เข้ามาลงทุนคือ ฝรั่งเศส   ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ปรากฏว่าจำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4

  อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 มีคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจแล้ว จำนวน 154 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2554 ร้อยละ 39 และมีเงินทุนที่นำมาใช้ในการประกอบธุรกิจรวม 4,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ร้อยละ 40
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์