วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ดันจตุจักรกรีนฮับค้าปลีกรับเออีซี หวังกินเม็ดเงิน 5.5 หมื่น ล.


ส.ส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้ากวางตุ้ง-ฮ่องกง จับมือจตุจักร กรีน ดันไทยเป็นศูนย์ร้านค้าปลีก-ส่ง รับการเปิดเออีซี หวังกินเม็ดเงินหมุนเวียน 5.5 หมื่นล้านบาท ดึงความร่วมมือนักธุรกิจไทย-จีนนำเข้า-ส่งออก ปลายปีนี้ไทยประเดิมส่งออกจิวเวลรี ไลฟ์สไตล์ อาหาร สิ้นปีมูลค่าการค้ารวม 5,000 ล้านบาท  นายภูสิต เพ็ญศิริ รองประธานศูนย์อาเซียน สมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้ากวางตุ้ง-ฮ่องกง เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ ได้วางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางร้านค้าปลีกและส่งเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้านี้ โดยอาศัยการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทย-จีน ซึ่งพบว่าในอนาคตเมืองกวางเจา เสิ่นเจิ้น จะกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจเกิดใหม่ ขณะที่การร่วมมือดังกล่าวยังทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดส่งออกไปในกวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า ซึ่งมีประชากรร่วม 120 ล้านคน หรือมีเม็ดเงินหมุนเวียน 1.2 หมื่นล้านบาท
                โดยกลุ่มธุรกิจจิวเวลรี ไลฟ์สไตล์ และอาหาร คาดว่าจะเข้าไปเปิดตลาดปลายปีนี้ ปีแรกตั้งเป้าส่งออกไปกว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่อายุ 40-50 ปีขึ้นไปก็สนใจจะเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทยเช่นเดียวกัน ล่าสุดได้จับมือร่วมกับจตุจักร กรีน ผุดร้านต้นแบบ 11 ห้องภายในโครงการ และจัดตั้งสำนักงานขึ้นเพื่อจัดอบรมสัมมนา เวิร์กชอป ติดต่อกันระหว่างนักธุรกิจไทยกับจีน และมองว่าอนาคตจะนำโมเดลลักษณะดังกล่าวขยายไปสู่ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มั่นใจว่า 5 ปีมีเม็ดเงินหมุนเวียนตลาดอาเซียน 5.5 หมื่นล้านบาท  นายศักดา อู่ดาราศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮ ทราฟฟิค มีเดีย จำกัด ผู้บริหารโครงการจตุจักร กรีน เปิดเผยว่า บริษัทได้จับมือร่วมกับสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้ากวางตุ้ง-ฮ่องกง มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ภายในโครงการจตุจักร กรีนให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อของตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก ระหว่างไทย-จีน เพื่อรองรับการเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากการร่วมมือกันดังกล่าวจะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสินค้าระหว่างกัน คาดว่าปีแรกจะมีผู้ร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 40-50 ราย และมีมูลค่าการค้ารวมในปีนี้ 5,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 2,000 ล้านบาท  เราเชื่อว่ามีความพร้อม 100% ที่จะเป็นศูนย์กลางร้านค้าปลีก-ส่ง เนื่องจากไทยมีพื้นที่เชื่อมโยงต่อตลาดค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย อย่างพื้นที่จตุจักรมีอัตราของจำนวนคนไม่น้อยกว่า 8 หมื่น-1 แสนคนในวันเสาร์-อาทิตย์
              สำหรับความคืบหน้าของโครงการจตุจักร กรีน ล่าสุดได้ขายพื้นที่เช่า 90% หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ บริษัทมีแผนที่จะนำ 5 กิจกรรมใหญ่มาจัดภายในโครงการในช่วงครึ่งปี เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมีพื้นที่ 2 ไร่จัดงานแฟร์ต่างๆ คาดว่าจะสร้างแบรนด์โครงการจตุจักร กรีนให้ลูกค้ารู้จักและสามารถคืนทุนได้ภายใน 3 ปี  บริษัทได้ทุ่มงบ 120 ล้านบาทซื้อที่ดิน 8 ไร่ใกล้โรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต เพื่อทำโครงการคอมมูนิตีมอลล์ ขณะนี้ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าปลายปีนี้จะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ ภายใต้งบลงทุน 100 ล้านบาทในรูปแบบของโครงการแนวราบ ซึ่งงบการลงทุนส่วนหนึ่งมาจากการร่วมทุนกับกลุ่มทุนสแกนดิเนเวีย และอีกส่วนหนึ่งมาจากการกู้สถาบันการเงิน  สำหรับการเปิดโครงการคอมมูนิตีมอลล์ที่ จ.ภูเก็ต เน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น กลุ่มสแกนดิเนเวีย และรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวเข้ามาท่องเที่ยวใน จ. ภูเก็ตราว 2-3 แสนคน เนื่องจากมีสายการบินโลว์คอสต์ ขณะที่ประชากรที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตมีราว 3 แสนคน บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปทำธุรกิจคอมมูนิตีมอลล์ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากมีการเปิดเออีซี

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะทำโครงการโคเรียนทาวน์ หรือหมู่บ้านเกาหลี ทาวน์ เพราะว่าเกาหลีเป็นประเทศที่มีคอนเทนต์นำมาพัฒนาเป็นธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือตัวศิลปิน ซึ่งคนไทยมีความชื่นชอบเป็นอย่างมาก บริษัทจึงสนใจที่จะทำโครงการดังกล่าวเพื่อต่อยอดธุรกิจ โดยอยู่ระหว่างการหาทำเลที่มีความเหมาะสม
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

เอเอเอสฯ ขนทัพรถหรู เปิดประตูนวัตกรรมยานยนต์สู่ภาคอีสาน



                บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ขนทัพรถสปอร์ตหรู ปอร์เช่ คาเยนน์ เอส ไฮบริด (Cayenne S Hybrid) และ พานาเมร่า เอส ไฮบริด (Panamera S Hybrid) ซึ่งเป็นยนตรกรรมหรูจากนวัตกรรมใหม่ตามหลักอัจฉริยะของปอร์เช่ หรือ Porsche Intelligence Performance ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ขอนแก่น ศูนย์กลางเมืองอีสาน คาเยนน์ เอส ไฮบริด รถสปอร์ตอเนกประสงค์ใหม่คันนี้ ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ปอร์เช่พัฒนามานานนับ 10 ปี ซึ่งเป็นการทำงานด้วยกันระหว่าง เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ติดระบบอัดอากาศซุปเปอร์ชาร์จที่สามารถผลิตกำลังออกมาได้ 333 แรงม้า ทำงานควบคู่ไปกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงที่ได้กระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอร์รี่ Nickel-Metal Hydride ที่บรรจุอยู่บริเวณท้ายรถ ซึ่งสามารถผลิตกำลังออกมาได้ 47 แรงม้า ทำให้เมื่อการขับขี่แบบ boosting หรือ คิกดาวน์นั้น กำลังของทั้งสองระบบจะประสานกันและผลิตแรงม้าออกมาได้ถึง 380 แรงม้าหรือ 279 กิโลวัตต์ที่ 5,500-6,500 รอบต่อนาที และทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 242 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 6.5 วินาที ซึ่งสมรรถนะเหล่านี้เทียบเท่าได้กับเครื่องยนต์ V8 แต่ประหยัดการบริโภคเชื้อเพลิงได้มากกว่าถึง 22% และนี่คือเทคโนโลยีของปอร์เช่แบบระบบ Parallel Full Hybrid System ซึ่งสามารถขับเคลื่อนได้โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวที่ความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเช่นกัน  พานาเมร่า แกรนทัวริสโม่รุ่นนี้ มีพละกำลังอยู่อย่างเต็มพิกัด ซึ่งพร้อมจะทะยานไปข้างหน้าได้อย่างโดดเด่นและเต็มไปด้วยความเป็นสปอร์ต ด้วยกำลังเครื่องยนต์ที่มีแรงม้าสูงสุดถึง 380 แรงม้า (279 กิโลวัตต์) แต่มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยมเพียงแค่ 6.8 ลิตร/100 กิโลเมตรเท่านั้น (ตามรูปแบบการขับขี่แบบ NEDC) และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อย Co2 เพียง 159 กรัม/กิโลเมตร พานาเมร่า เอส ไฮบริด (Panamera S Hybrid) สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถไฮบริด และสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียงแค่ 6.0 วินาทีเท่านั้นและให้ความเร็วสูงสุดที่ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ที่ทำงานโดยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรเลยทีเดียว หรือสามารถทำความเร็วจนถึงอัตราความเร็วที่ 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ที่มา : RYT 9




วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตลาดความงามชิงเค้ก AEC แบรนด์ดังจ่อลงทุน


                 ธุรกิจความงามสุดบูมโตพรวด 100% แบรนด์ดังแห่ชิงเค้กอาเซียนรับเปิดเออีซี "เมโกะคลินิก" ฉลอง 30 ปีขยับลุยต่างประเทศครั้งแรกในสิงคโปร์ มาเลเซีย  อินโดนีเซีย ด้านพฤกษา ทุ่ม 150 ล้านรีแบรนด์ใหม่หมดก่อนเดินหน้าปูพรมเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่า ลาว เขมร ส่วนวุฒิศักดิ์ เร่งสปีดขยายสาขาเพิ่มในเวียดนาม พม่า 
               น.พ.มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ ประธานกรรมการ บริษัท เมโกะคลินิก จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยตั้งเป้าเปิดคลินิกให้ได้ 5 สาขา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ตเนอร์ที่เป็นแพทย์ในแต่ละประเทศเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนและการสร้างแบรนด์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงทุนได้ในประเทศสิงคโปร์เป็นแห่งแรก ตามด้วยมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้านประชากร โดยรูปแบบของคลินิกในต่างประเทศจะยึดโมเดลเมโกะคลินิกประเทศไทยที่มีทั้งบริการด้านศัลยกรรมและความงามแบบครบวงจรเป็นต้นแบบ 
               "เมื่อเปิดเออีซี เราต้องมีการปรับแผนธุรกิจให้มีความเป็นรีจินัลมากขึ้น รูปแบบของธุรกิจให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพราะการเติบโตแบบโลคัลไลเซชันหรือเฉพาะในประเทศคงไม่เพียงพอ และการลงทุนครั้งใหญ่นี้เพื่อผลักดันให้ เมโกะคลินิกเติบโตมากขึ้น และตลาดต่างประเทศให้การยอมรับโดยเฉพาะจากลูกค้าต่างชาติทั้งยุโรป ญี่ปุ่น เพราะหากดึงลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาใช้บริการได้จะทำให้ตลาดขยายตัวมากขึ้นเพราะอัตราค่าบริการสูงกว่าไทย 5-10 เท่า"น.พ.มนัส กล่าวและว่า 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

มข.จับมือ กองทัพอากาศ วิจัยเชื้อเพลิงอากาศยาน


รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับเกียรติจากกองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม ร่วมดำเนินการวิจัยและพัฒนา โครงการวิจัยและพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์ด้วยกระบวนการไฮโดรโพรเซสซิ่ง นับว่าเป็นก้าวแรกของทั้งสองหน่วยงาน ที่ประสานความร่วมมือกันโดยได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.53 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว นอกจากเป็นความร่วมมือของสองหน่วยงานหลักแล้ว ยังเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจาก 3 คณะวิชา ประกอบด้วย ผศ.ดร.ผกาวดี แก้วกันเนตร รศ.ดร.พรเทพ ถนนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี และ รศ.ดร.ธนากร วงศ์วัฒนเสถียร รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย จากคณะวิทยาศาสตร์ และด้านกองทัพอากาศ คณะนักวิจัยนำโดยนาวาอากาศโท อมรพงศ์ เอี่ยมสะอาด หัวหน้าแผนกวิจัยและตรวจทดลอง กองวิทยาการ กรมช่างอากาศ โดยจะร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์ด้วยกระบวนการไฮโดรโพรเซสซิ่ง เพื่อใช้สำหรับอากาศยานให้กับกองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 2 ปี ซึ่งรายละเอียดของโครงการจะเป็นการศึกษาการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์จากน้ำมันปาล์มโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีร่วมกับแก๊สไฮโดรเจน ภายใต้อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสมผ่านการพัฒนาระบบการผลิตต้นแบบขนาด 50 ลิตร/รอบการทำงาน และเมื่อการดำเนินการวิจัยประสบความสำเร็จแล้ว มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะดำเนินการส่งมอบระบบการผลิตฯ ดังกล่าวให้ทางกองทัพอากาศต่อไป ไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงานทดแทนของกองทัพอากาศต่อไป โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 2 ปี เชื่อว่าโครงการวิจัยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนภายในประเทศ และเป็นการสนับสนุนโครงการวิจัยตามแนวพระราชดำริ ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจากอุตสาหกรรมเกษตรภายในประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
            พลอากาศตรีบุญสืบ ประสิทธิ์ รองเจ้ากรมช่างอากาศ กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กองทัพอากาศมีหน้าที่หลักในการเตรียมกำลังกองทัพอากาศเพื่อการป้องกันราชอาณาจักร โดยมีภารกิจที่ได้รับมอบหมายในการบริหารราชการทุกส่วนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ทั้งนี้พบว่ายุทธศาสตร์ของชาติในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายงานการวิจัย เพื่อให้นักวิจัยมีระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพ พัฒนาแหล่งงานด้านการวิจัย นอกจากนั้นยังมีการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาขั้นสูง เพื่อพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดังนั้น จึงนำมาสู่ยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีนโยบายที่จะส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนายุทโธปกรณ์ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมสนับสนุนภารกิจหลักของกองทัพอากาศ ได้แก่พลังงานทดแทนด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ โดยเน้นการสร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพอากาศ จึงเป็นที่มาของการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติระหว่างกองทัพอากาศและมหาวิทยาลัยขอนแก่น
สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์ด้วยกระบวนการไฮโดรโพรเซสซิ่งนั้น เป็นโครงการวิจัยที่จะทำให้ได้มาซึ่งพลังงานทดแทนสำหรับอากาศยาน เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์เพื่อใช้ทดแทนเชื้อเพลิงอากาศยานชนิด JET A-1 และ JP-8 ขึ้นในประเทศ เพื่อความมั่นคงทางทหารและความมั่นคงทางพลังงานของชาติอย่างยั่งยืนในอนาคต
เหตุผลของการคิดค้นเพื่อหาพลังงานทดแทนให้อากาศยานก็เช่นเดียวกับพลังงานทดแทนด้านอื่น นั่นคือ ปัญหาจากวิกฤตการณ์ด้านการขาดแคลนพลังงาน หรือการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับใช้กับอากาศยาน จึงทำให้มีการตระหนักถึงปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ได้มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆ เพื่อศึกษาค้นคว้าหาพลังงานทดแทนที่มีความเหมาะสมกับการนำมาใช้งานกับอากาศยาน โดยพลังงานทดแทนที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานนั้นจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่เหมาะสม ได้แก่ ค่าพลังงาน จุดเยือกแข็ง มีความปลอดภัยทางการบิน ปริมาณที่ผลิตได้มีมากพอกับความต้องการ โดยมีเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมและต้นทุนการผลิตที่ยอมรับได้ โดยเทคโนโลยีสำหรับใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์สำหรับอากาศยานนั้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาแล้วในหลายประเทศ รวมทั้งมีการทดสอบการนำไปใช้งานกับสายการบินต่างๆ และสำหรับประเทศไทย โครงการวิจัยและพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสังเคราะห์ด้วยกระบวนการไฮโดรโพรเซสซิ่งครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังงานทดแทนด้านอื่นๆ
                   พลอากาศตรีบุญสืบ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนจากพืชน้ำมันชนิดต่างๆ และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการผลิตเชื้อเพลิงเป็นพลังงานทดแทน โดยเฉพาะด้านไบโอดีเซล ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันสกัดจากสาหร่าย ซึ่งเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเพื่อการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์อากาศยานด้วยเช่นกัน การที่กองทัพอากาศได้มีโอกาสประสานความร่วมมือในโครงการวิจัยครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการที่จะได้รับองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพทั้งบุคลากร อุปกรณ์และเครื่องมือ รวมถึงสถานที่ที่เหมาะสม องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้จะนำไปสู่การพัฒนา ปรับปรุงยุทโธปกรณ์ของกองทัพให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างนวัตกรรมของกำลังทางอากาศเพื่อความมั่นคงทางทหารและพลังงานของชาติต่อไป
ที่มา : บ้านเมือง

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สธ.รุกตลาดค้าส่งคุมความปลอดภัยให้ผู้บริโภคภาคอีสาน


ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนมากและมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันยังคงมีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่สืบเนื่องมาจากการบริโภคสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในผักสดและผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งที่นับวันจะมีผู้เจ็บป่วยในสถิติที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ยิ่งในยุคที่ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพและให้ความนิยมทานผักและผลไม้กันมากขึ้น ความปลอดภัยในผักและผลไม้จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นไปด้วยปี 55 นี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 จ.นครราชสีมา จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ศูนย์อนามัยที่ 5 สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด
สธ.รุกตลาดค้าส่งคุมความเทศบาลนครราชสีมา ดำเนินโครงการอาหารปลอดภัยร่วมกับตลาดกลางสุรนครเมืองใหม่ จ.นครราชสีมา ประสานงานและสนับสนุนให้มีห้องปฏิบัติการในการตรวจสารเคมีตกค้างในผักสด ผลไม้สด และอาหารอื่นๆ ขึ้น โดยตลาดกลางสุรนครเมืองใหม่ถือเป็นตลาดกลางขายส่งผักและผลไม้ขนาดใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสินค้าจากตลาดจะถูกกระจายไปทั่วจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดข้างเคียงอีกหลายจังหวัดในภาคอีสาน เช่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระบุรี ลพบุรีฯ จึงนับว่ามีคุณสมบัติสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการดำเนินงานสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชน ในการบริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักผลไม้ที่ปราศจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
"ในภาพรวมเรามีการดำเนินโครงการกับตลาดทั่วทั้งประเทศประมาณ 20 ตลาด โดยเราจะเน้นไปที่ 10 ตลาดค้าส่งใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งในอนาคตก็หวังว่าโครงการนี้จะเป็นหลักในการสนับสนุนนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกด้วย" น.พ.สุรวิทย์ กล่าว น.พ.สุรวิทย์ กล่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบเฝ้าระวังในขณะนี้ผู้ประกอบการตลาดค้าส่งของแต่ละภูมิภาค ได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด สุ่มตรวจความปลอดภัยพืชผักผลไม้ โดยทำเป็นระยะๆ หรือทุกๆ สัปดาห์ หากพบความผิดปกติก็ต้องมีการติดตามว่าสินค้านั้นมาจากที่ไหน แหล่งผลิต-ปลูกใด ตลอดจนดำเนินตามมาตรการควบคุมของตลาดและส่งข้อมูลให้กับเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อส่งเสริมทำความเข้าใจกับเกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ เกี่ยวกับปัญหาและอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นการบูรณาการการตรวจสอบคุณภาพอาหารปลอดภัยตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ในทุกระดับ และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะที่ น.พ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีภารกิจในการเป็นห้องปฏิบัติการตรวจสอบยืนยัน สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผัก ผลไม้ และอาหารได้ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งห้องปฏิบัติการของภาคเอกชนดังกล่าว และมีการพัฒนาชุดทดสอบภาคสนามเพื่อนำมาตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผัก และผลไม้ พร้อมทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ให้มีระบบการตรวจสอบสารเคมีดังกล่าว ก่อนที่สินค้านั้นจะถูกกระจายไปสู่แหล่งจำหน่ายต่างๆ รวมถึงผู้บริโภค หากผู้ประกอบการ หรือตลาดใดผ่านเกณฑ์การประเมินจะได้รับป้ายตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพระบบตรวจสอบสารพิษตกค้าง จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งห้องปฏิบัติการดังกล่าวนอกจากจะดำเนินการตรวจสอบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักสด ผลไม้สดได้แล้ว ในอนาคตยังจะสามารถพัฒนาให้ดำเนินการตรวจสารเคมีปนเปื้อนชนิดอื่นๆ ในอาหาร เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อประชาชนผู้บริโภคอาหารของตลาดต่อไป
ที่มา : RYT 9



แบงก์ธนชาติหนุนเยาวชนเติมเต็มเอกลักษณ์ไทย


เยาวชนกว่า 160 สถาบันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแข่งขันโครงดารธนชาติริเริ่ม เติมเต็ม เอกลักษณ์ไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีพร้อมทุนการศึกษา
             ธนาคารธนชาต จำกัด มหาชน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับหลายองค์กรในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ราชบัณฑิตยสถานและสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ไทย จัดโครงการธนชาต ริเริ่ม เติมเต็ม เอกลักษณ์ไทย ประจำปี 2555 โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดแข่งขันเป็นแห่งแรก ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 10 กรกฏาคมนี้ ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเยาวชนจาก 160 สถาบันการศึกษาเขาร่วมประกวด
       สำหรับผู้ที่ชนะเลิศการแข่งขันในแต่ละระดับชั้น จะได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา
       นายวิชา กุลกอบเกียรติ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารธนชาต กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเป็นปีที่ 41 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา จากสถาบันต่างๆทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมแข่งขันเพื่อตระหนักถึงคุณค่าภาษาไทยและมารยามอันดีงามของไทย ได้แก่ การแข่งขันอ่านฟังเสียง และการประกวดมารยามไทย
       โดยเฉพาะการไหว้ในโอกาสต่างๆ การพูดภาษาไทยที่ชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของไทย
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พาณิชย์ชี้เปิดการค้าเสรีอาเซียน “ธุรกิจบริการไทย” ส่อแววสดใส โอกาสขยายตลาดใหม่ทั่วAEC


นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ได้รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจด้านธุรกิจบริการในประเทศไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.24 แสนล้านบาท หรือ คิดเป็นสัดส่วน 49% ของภาคเศรษฐกิจไทย(อุตสาหกรรม 43 % และเกษตร 8%) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงและสำคัญยิ่ง รวมถึงธุรกิจบริการของไทยถือว่า มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยเฉพาะในภาคบริการที่ต้องใช้ความสามารถทางด้านบุคลิกภาพและมิตรภาพความสัมพันธ์ด้านบริการชั้นสูง รวมถึงธุรกิจบริการของไทยยังมีความได้เปรียบด้านทักษะฝีมือและกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น บริการสุขภาพ บริการการท่องเที่ยว บริการขนส่งทางอากาศ บริการโรงแรม เป็นต้น  ธุรกิจบริการเป็นภาคเศรษฐกิจหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ดังจะเห็นได้จากการประกอบธุรกิจบริการภายในประเทศมีจำนวนผู้ประกอบการมากถึง 81% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งประเทศ ซึ่งจากความสำคัญดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจบริการกลายเป็นธุรกิจที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ และเตรียมความพร้อมเพี่อเข้าสู่ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กลุ่มอาเซียนรวมตัวกันเป็นตลาดการผลิตเดียวกัน ที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายการค้า สินค้าและบริการ การลงทุน แรงงาน รวมทั้งทรัพยากรต่างๆ อย่างเสรี จะมีตลาดการค้าใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกัน การแข่งขันท่ามกลางความรุนแรงมากขึ้นประกอบกับโครงสร้างทางธุรกิจของประเทศไทยอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งมีอยู่กว่า 98% ของธุรกิจในประเทศ หรือประมาณ 2.8 ล้านราย และเป็นธุรกิจภาคบริการถึง 9.78 แสนราย ซึ่งธุรกิจบริการมีศักยภาพ และมีโอกาสในการขยายตัวสูง เนื่องจากธุรกิจบริการ เป็นธุรกิจที่คนไทยมีความได้เปรียบด้านทักษะฝีมือ และกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน การเผชิญกับตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการแข่งขันสูงขึ้น อาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการไทยสามารถผลักดันธุรกิจบริการให้มีศักยภาพในการแข่งขันได้สูงเพียงใด ภาครัฐได้พยายามผลักดันนโยบายการเปิดเสรีการค้าบริการระหว่างสมาชิกอาเซียน โดยรัฐบาลกำลังดำเนินการตั้งคณะทำงานด้านการผลักดันและขับเคลื่อนการค้าในภูมิภาคอาเซียนและการค้าชายแดนที่จะดูแลการส่งเสริมการส่งออกในตลาดอาเซียนและการค้าชายแดน พร้อมผลักดันการลงทุนในด้านการผลิตตามชายแดนและประเทศเพื่อนบ้านที่มีการส่งเสริมการลงทุนให้ 
                อีกทั้งได้ทำการตกลงตามกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ซึ่งภาครัฐมีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบริการไทยโดยสนับสนุนกลไกลตลาดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคบริการ โดยเฉพาะสาขาบริการที่มีความเชื่อมโยงกับภาคการผลิต การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ การสร้างโอกาสการเติบโตจากภายนอก โดยอาศัยความร่วมมือและการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะสาขาที่ต้องใช้เงินทุนและเทคโนโลยีขั้นสูง 
                 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวเสริมว่า กรมส่งเสริมการส่งออกจะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยพัฒนาโลจิสติกส์เพื่อการส่งออก เช่น โครงการจัดคณะผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ (B2B matching LSP) , การพัฒนาธุรกิจบริการ เช่น โครงการคณะผู้แทนการค้าธุรกิจซอฟต์แวร์เยือนอาเซียน (เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) โครงการ Thailand Education Mission โครงการจัดคณะผู้แทนการค้าคลัสเตอร์ธุรกิจสปาไทยสู่ตลาดอาเซียน+6 โครงการจัดคณะผู้แทนการค้าธุรกิจ Healthcare & Wellness Industry สู่ตลาดอาเซียน (ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย) , จัด Thailand Exhibition และพัฒนาขีดความสามารถผู้ส่งออก 
               โดยล่าสุด จัดสัมมนาเรื่อง ธุรกิจบริการของไทยภายใต้ AEC : โอกาสและความท้าทายโดยได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร. เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาบรรยาย ซึ่งการจัดสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้ถึงโอกาสและความท้าทาย รวมถึงแนวทางการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบริการของไทย และยังมีแผนที่จะสัมมนาช่องทางการขยายตลาดสินค้าอาหารให้ภูมิภาคอาเซียน , สัมมนาโอกาสและลู่ทางการค้าสินค้า ไลฟ์สไตล์ตลาด AEC อีกด้วย 
ที่มา: มติชนออนไลน์