วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

ชี้ไทยติดอันดับ 4 อาเซียน ต่างชาติเข้าลงทุนโดยตรง


             กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ชาติ เช่น ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า กำลังเป็นที่สนใจของบรรดา นักลงทุนจากภูมิภาคอื่น เช่น จีน หรือ ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้ชาติสมาชิกอาเซียนมีความน่าสนใจและกลายเป็นแหล่งลงทุนของประเทศต่างๆ ที่จะขนเงินเข้าไปลงทุนในภูมิภาคนี้
          น.ส.กีรติ ทวีทรัพย์ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 (ECBER) ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้มอบให้ศูนย์ฯวิจัยศักยภาพและทำบทวิเคราะห์เศรษฐกิจอาเซียนกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะไทย ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ และกัมพูชา เพื่อเสนอโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยด้านการค้าและการลงทุน   รวมทั้งเป็นข้อมูลการค้าและการลงทุนในเออีซี ซึ่งจากการวิจัยพบว่า  การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน นั้น ประเทศที่มีมูลค่าลงทุนจากต่างประเทศสูงสุด 5 อันดับในปี 2553 ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซียและไทย ตามลำดับ ซึ่งแต่ละประเทศมีแหล่งที่มาของเงินลงทุน FDI (Foreign Direct Investment by Region/Country)
          อันดับ 1 คือ สิงคโปร์ มูลค่ากว่า 497,830.21 ล้านดอลลาร์ โดยประเทศที่ลงทุนในสิงคโปร์สูงสุด คือ เนเธอร์แลนด์ มูลค่า 49,017.5 ล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ ญี่ปุ่น มูลค่า 43,273.8 ล้านดอลลาร์ และสหราชอาณาจักร มูลค่า 40,273.8 ล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจที่ต่างชาติลงทุน มากสุดคือ การเงินและประกันภัย มีมูลค่า 212,373 ล้านดอลลาร์ สาขาการผลิต มูลค่า 105,301 ล้านดอลลาร์ และ ธุรกิจก่อสร้าง มูลค่า 88,408 ล้านดอลลาร์
          อันดับที่ 2 ประเทศ มาเลเซีย มูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกว่า 28,092.06 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประเทศที่เข้าไปลงทุนในมาเลเซียสูงสุด คือ เดนมาร์ก มูลค่า 14,046 ล้านดอลลาร์ ฝรั่งเศส มูลค่า 2,370 ล้านดอลลาร์ฯ และ ลักเซมเบิร์ก มูลค่า 2,314 ล้านดอลลาร์  โดยธุรกิจที่ต่างชาติสนใจลงทุนในมาเลเซียอันดับ 1 คือ ธุรกิจการผลิต มูลค่า 17,990 ล้านดอลลาร์ ธุรกิจการเงินและประกันภัย มูลค่า 3,090 ล้านดอลลาร์ และ ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง มูลค่า 2,918 ล้านดอลลาร์ อันดับที่ 2 คือประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสูงสุด 10,446.96 ล้านดอลลาร์

          และประเทศที่เข้าไปลงทุนมากสุดอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ มูลค่า 3,830 ล้านดอลลาร์ อันดับ 2 ญี่ปุ่น มูลค่า 1,099 ล้านดอลลาร์และอันดับ 3 หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น มูลค่า 930 ล้านดอลลาร์ ที่เหลือเป็น ประเทศอื่นๆ กว่า 80 ประเทศ
          สำหรับธุรกิจที่ต่างชาติลงทุนในอินโดนีเซีย มากสุด 3 อันดับแรกคือ อันดับ 1 ธุรกิจคมนาคมและขนส่ง มีมูลค่าลงทุนโดยตรง 5,072.12 ล้านดอลลาร์ อันดับ 2 คือ ธุรกิจเหมืองแร่ มูลค่า 2,200.54 ล้านดอลลาร์ และอันดับ 3 ธุรกิจผลิตไฟฟ้าก๊าซและน้ำประปา มูลค่า 1,428.61 ล้านดอลลาร์
          "อันดับที่ 4 คือ ประเทศไทย ปี 2553 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มูลค่ากว่า 9,689 ล้านดอลลาร์ โดยประเทศที่ลงทุนในไทยสูงสุด คือ ญี่ปุ่น มูลค่าลงทุน 3,572 ล้านดอลลาร์ สิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าลงทุนกว่า 928.2 ล้านดอลลาร์ และ 748 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ที่เหลือเป็นประเทศ อื่นๆ อีกกว่า 50 ประเทศ  โดยสาขาธุรกิจที่ต่างชาติ นิยมเข้ามาลงทุนในประเทศไทย มากที่สุด ในประเทศไทย 3 อันดับแรก อันดับ 1 คือ อุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่าการลงทุน 5,075 ล้านดอลลาร์ อันดับ 2 ธุรกิจการเงินและการประกันภัย มูลค่าการลงทุน 2,332 ล้านดอลลาร์ และธุรกิจรถยนต์ รถพ่วงและอุปกรณ์ มีมูลค่า 1,356 ล้านดอลลาร์"
          อันดับสุดท้ายคืออันดับที่ 5 คือประเทศเวียดนามในปี 2553 ประเทศเวียดนาม มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจาก ต่างประเทศรวม 2,409 ล้านดอลลาร์  สูงสุดเป็นอันดับ 3 โดยในปี 2553 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามสูงที่สุด อันดับ 1 คือ บริติชเวสท์อินดิส์ มีมูลค่าการลงทุน 2,379.34 ล้านดอลลาร์ อันดับ 2 เดนมาร์ก มูลค่าการลงทุน 13 ล้านดอลลาร์ และอันดับ 3 อิตาลี มีมูลค่าการลงทุน 6.41  ล้านดอลลาร์   ส่วนธุรกิจที่ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศเวียดนามมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมการผลิต มูลค่าเงินทุนปี  2554 กว่า 2,939.2 ล้านดอลลาร์ รองลง มาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่าเงินลงทุน 1,201 ล้านดอลลาร์ และ ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง มูลค่าเงินลงทุน 202 ล้านดอลลาร์
          " อันดับที่ 4 คือ ไทยมีการลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9,689 ล้านดอลลาร์ โดยญี่ปุ่น ลงทุนมากสุด 3,572 ล้านดอลลาร์ "
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ


"ทีมิลล์" ทุ่ม 600 ล้านสยายปีก ผงาดขึ้นแผ่นผู้ผลิตแป้งสาลีบิ๊กเบิ้มในไทย


             นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือทีมิลล์ (TMILL) ผู้ผลิตแป้งสาลีคุณภาพของไทยในเครือบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแป้งสาลี จากปัจจุบันที่ผลิตได้ 250 ตัน ข่าวสาลีต่อวัน เป็น 500 ตัน ข่าวสาลีต่อวัน ซึ่งจะทำให้ทีมิลล์เป็นผุ้ผลิตแป้งสาลีรายใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของไทย โดยการลงทุนดังกล่าวจะมีการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับผลิตแป้งสาลี รวมถึงถึงไซโลสำหรับเก็บวัตถุดิบข้าวสาลีและแป้งสาลีอีก1 ชุด ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในปี 2556 ในเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะมาจากการเสนอขายหุ้นสามัญ เพิ่มทุนจำนวน 85 ล้านหุ้นในเดือน ต.ค.นี้ 
          "บริษัทมุ่งให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพสินค้าเป็นอย่างมากเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ข่าวสาลีที่มีมาตรฐานสูง นำมาผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ติดตามการทำงานทุกขั้นตอนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของแป้งสาลีสูตรต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ จนได้แป้งสาลีที่มีคุณภาพ สะอาด ได้มาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากให้ความไว้วางใจสั่งซื้อแป้งสาลีจากบริษัทจนไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการจึงมั่นใจว่าการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 500 ตัน ข้าวสาลีต่อวัน จะมีตลาดรองรับแน่นอน" 
          นายชาญกฤชกล่าวว่า ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้วางแผนจะขบายฐานลูกค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กให้มากขึ้นรวมถึงกลุ่มผู้บริโภคจากเดิมที่เน้นเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และบริษัทยังเล็งเห็นโอกาสที่จะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มุ่งเน้นจำหน่ายให้กับลูกค้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล นอกจากนี้ ยังมีแผนจะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาจำหน่ายรวมทั้งพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สำหรับผลประกอบการของในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปีนี้ บริษัทฯมีรายได้จากการขาย 525.1 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 53.81 ล้านบาท.
ที่มา : ไทยรัฐ 

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

คาดเงินสะพัด 2,000 ล้านชูขอนแก่นศูนย์เทศกาล-กระตุ้นท่องเที่ยว


               นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นตรียมเนรมิตขอนแก่นเป็นอีเวนท์ซิตี้ จัดงานเทศกาลทั้งงานไหม เคานท์ดาวน์ปีใหม่ สงกรานต์ และอื่นๆ รวม 6 งาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 2,000 ล้านบาท  นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เปิดเผยว่า การทำงานในองค์กรยุคปัจจุบันต้องปรับกระบวนการใหม่ ความคุ้นเคยเก่าๆ ต้องโละทิ้ง เพื่อให้งานพัฒนาก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้น และที่สำคัญต้องให้ความสำคัญต่อผู้ปฏิบัติงานให้มีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการคิด การทำ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติงานจริง รู้ปัญหาจริง และปรับกระบวนการทำงานที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
          สิ่งที่จะผลักดันเป็นพิเศษคือการเป็น"อีเวนท์ซิตี้" ด้วยเหตุที่ จ.ขอนแก่น
 ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น จนสามารถผลักดันให้เป็นจุดขายระดับโลกได้เหมือนบางจังหวัด แต่ที่ผ่านมาขอนแก่นประสบผลสำเร็จในการจัดงานเทศกาลต่างๆ กระตุ้นเศรษฐกิจจนมีเงินสะพัดมหาศาล โดยเฉพาะงานเทศกาลสงกรานต์ และเคานท์ดาวน์ปีใหม่
          ทั้งนี้ งานเทศกาลสงกรานต์แต่ละปีมีตัวเลขที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่ามีเงินสะพัดกว่า 900 ล้านบาท ส่วนงานเคานท์ดาวน์ปีใหม่แค่ 2 วัน ยังมีเงินสะพัดกว่า 30 ล้านบาท ถ้าสามารถเชื่อมโยงแตะมือกับหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัด เช่น งานมาราธอนนานาชาติพัฒนาให้เป็นไตรกีฬา เกษตรแฟร์ให้สินค้าเกษตรได้โปรโมทมากขึ้น และงานไหมให้ขยายกรอบการจัดงานกว้างขวางขึ้น เพื่อให้เกิดงานเทศกาลต่อเนื่อง จัดตารางปฏิทินงานตลอดทั้งปี เชื่อว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อย

          นายธีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า อยากให้งานเทศกาลที่จะจัดแต่ละงานมีความเหมาะสมตลอดทั้งปีให้มี 6 งาน ซึ่งจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท เริ่มจากงานเคานท์ดาวน์ปีใหม่ ซึ่งถือว่าเมืองขอนแก่น
ติดตลาดแล้ว จากนั้นเป็นงานเทศกาลตรุษจีนให้จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคอีสานสงกรานต์ถนนข้าวเหนียว ที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ งานเทศกาลศิลปะและปั้นงานออกพรรษาให้เป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่ง ก่อนเข้าหน้าหนาวก็เป็นเทศกาลฟู้ดแอนด์มิวสิกเฟสติวัล ช่วงเดือนพฤศจิกายนก่อนเข้าเทศกาลปีใหม่หรือเคานท์ดาวน์อีกครั้ง สำหรับเคานท์ดาวน์ปีนี้ถ้าเตรียมทันก็น่าจะเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม เพื่อที่จะให้มีการท่องเที่ยวหลายวันขึ้นเม็ดเงินก็จะสะพัดมากขึ้นด้วย
          ส่วนการสานต่อนโยบายเดิม สิ่งแรกที่จะลงมือทำคือ ปัจจุบันสำนักงานเทศบาลนครขอนแก่นมีข้อจำกัดสถานที่จอดรถ โดยเฉพาะรถพนักงานกว่า 200 คัน แทบไม่มีที่จอดให้ประชาชน จึงเสนอให้ใช้รถวันคู่ วันคี่ ถ้าผู้ปฏิบัติเห็นด้วยและรับหลักการผู้บริหารทุกฝ่ายต้องปฏิบัติเช่นกัน แต่ละวันทำการจะทำให้การใช้รถลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มสถานที่จอดรถให้ประชาชนด้วย
ที่มา : คม ชัด ลึก

คอนโดฯ8เดือนโตกว่าปี54


กรมที่ดินแจงตัวเลขจดทะเบียนอาคารชุดในรอบ 8 เดือน ปี 2555 มียอดรวม 141 โครงการ 574 อาคาร 40,932 ยูนิต ระบุจำนวนอาคารและยูนิตเติบโตกว่าตัวเลขทั้งปี 2554 เผยอาคารชุดเดือน ส.ค. โตกว่า ก.ค.
          แหล่งข่าวจากสำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนของปี 2555 (มกราคม-สิงหาคม) มีโครงการอาคารชุดจดทะเบียนทั้งสิ้น 141 โครงการ 574 อาคาร จำนวน 40,932 หน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตขึ้นทั้งจำนวนอาคารและยูนิต เมื่อเปรียบเทียบกับการจดทะเบียนอาคารชุดทั้งปี 2554 ที่มียอดจดทะเบียน 171 โครงการ 373 อาคาร จำนวน 39,955 หน่วย แบ่งเป็นเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 56 โครงการ 78 อาคาร 15,270 หน่วย และต่างจังหวัด 85 โครงการ 496 อาคาร 25,662 หน่วย
          โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีผู้ประกอบการยื่นขอจดทะเบียนอาคารชุดจำนวน 18 โครงการ แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ 7 โครงการ นนทบุรี 4 โครงการ ภูเก็ต 3 โครง การ ชลบุรี 2 โครงการ สมุทรปราการ 2 โครงการ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตจากเดือนกรกฎาคม 2555 ที่มีการพัฒนาเพียง 12 โครงการเท่านั้น (กรุงเทพฯ 3 โครงการ นนทบุรี ขอนแก่น และปทุมธานี จังหวัดละ 2 โครงการ ที่เหลือคือสมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง จังหวัดละ 1 โครงการ)
          สำหรับโครงการในกรุงเทพฯ เช่น 1.โครงการไอดีโอ มอร์ฟ 38 คอนโดมิเนียม พัฒนาโดยบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ทู จำกัด เขตคลองเตย จำนวน 343 หน่วย 2.โครงการวายน์ สุขุมวิท พัฒนาโดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เขตคลองเตย จำนวน 460 หน่วย 3.โครงการเดอะ บลูม สุขุมวิท 71 พัฒนาโดยบริษัท สยามโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เขตวัฒนา จำนวน 195 หน่วย 4.โครงการเดอะ มาร์เวล เรสซิเดนซ์ ทองหล่อ 5 พัฒนาโดยบริษัท เอ็มเจอาร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 5.โครงการโน- เบิล รีไฟน์ พัฒนาโดยบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เขตคลองเตย ส่วนโครงการในนนทบุรี เช่น โครงการบ้านเอื้ออาทร วัดกู้ 1, 2, 3 และ 4 พัฒนาโดยการเคหะแห่งชาติ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จำนวน 1,211 หน่วย, 1,121 หน่วย, 1,301 หน่วย และ 1,031 หน่วย ตามลำดับ
ที่มา : โลกวันนี้ 

เซ็นทรัลลั่นยึดพื้นที่ทั่วไทยวาดแผนผุดปีละ3สาขา5ปีรวดสร้างฐานแกร่งก่อนเปิดเออีซี


             ซีพีเอ็นกางยุทธศาสตร์ 5 ปี ผุดปีละไม่ต่ำกว่า 3 สาขาต่อเนื่องยึดหัวเมืองใหญ่-รองคลุมทุกภาค ตั้งการ์ดก่อนเปิดเออีซี  น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารธุรกิจและโครงการก่อสร้างของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (ซีพีเอ็น)ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เปิดเผยว่า บริษัทวางยุทธศาสตร์ธุรกิจในช่วง 5 ปี (2555-2560) โดยเตรียมงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าขยายสาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลไม่ต่ำกว่า 3 สาขาต่อเนื่องทุกปีทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่และหัวเมืองรองทั่วประเทศ
          สำหรับปี 2555 มีแผนเปิด 3 สาขาใหม่ ประกอบด้วย สาขาจ.อุดรธานี ที่เปิดให้บริการไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่วนอีก 2 สาขา คือเซ็นทรัล พลาซา จ.สุราษฎร์ธานีมูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาทขนาดพื้นที่ 6 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่โครงการ 1.3 แสน ตร.ม. เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการ วันที่ 11 ต.ค.นี้ และสาขาใน จ.ลำปาง มูลค่า1,850 ล้านบาท พื้นที่ 39 ไร่ และมีพื้นที่โครงการ 1.11 แสน ตร.ม.เตรียมเปิดวันที่ 30 พ.ย.ปีนี้
          ขณะที่ในปี 2556 ได้เตรียมแผนเปิดให้บริการอีก 3 สาขา ในจ.อุบลราชธานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาและศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัลจ.เชียงใหม่ เพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวจากจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่จะเข้ามาจับจ่าย โดยเฉพาะจากการเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี)ในปี 2558 นี้
          แนวทางดังกล่าว ถือเป็นการปักธงค้าปลีกซีพีเอ็นให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมใช้ศูนย์การค้าเป็นตัวกระตุ้นการท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด ซึ่งเห็นได้จากการเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล ในจ.ขอนแก่น ที่ปัจจุบันถือเป็นจุดนัดหมายแหล่งท่องเที่ยว (เดสติเนชัน)ของภาคอีสานแล้ว รวมถึงสาขาในจ.อุดรธานี ที่มีลูกค้าในประเทศลาวเข้ามาจับจ่ายสินค้าเพิ่มขึ้น
          น.ส.วัลยา กล่าวถึงผลประกอบการบริษัท 6 เดือนแรกปีนี้ ว่ามีรายได้ 8,600 ล้านบาท เติบโต 42%และคาดว่าในปีนี้จะเติบโตราว30% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดนับแต่เปิดให้บริการในรอบ 30 ปี โดยเป็นผลจากการเปิดสาขาใหม่เช่น จ.เชียงราย พระราม 9 อุดรธานีและลาดพร้าว ส่วนปีหน้าเตรียมปรับโฉมสาขาบางนาและปิ่นเกล้า
          "บริษัทวางเป้าหมายธุรกิจให้เติบโตเฉลี่ยต่อเนื่อง15% ทุกปี และคาดว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ จะเปิดให้บริการศูนย์ฯ รวมกันได้ไม่ต่ำกว่า35 แห่ง พร้อมวางเป้าเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีกอันดับ 1-2 ระดับเอเชียภายใน 5 ปีจากนี้" น.ส.วัลยา กล่าว
ที่มา : โพสต์ทูเดย์

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

กลุ่มทุนเซ็งยื้อยาวใบอนุญาตรง. ดองโปรเจ็กต์'โรงไฟฟ้าพลังงาน'ทดแทน 10 แห่ง


                  เอกชนดาหน้าถล่ม "กระทรวงอุตสาหกรรม" ยื้อใบอนุญาตโรงงานหลังตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองฯ "โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน" ถูกดอง ยาวกว่า 10 แห่ง เขย่าแบงก์ปล่อยกู้ บริษัทรับเหมาเริ่มผวา ขณะที่ "ปลัดวิฑูรย์" แจงอนุมัติไปเกือบหมดแล้ว  แหล่งข่าวระดับสูงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังมีกลุ่มสมาชิก ส.อ.ท.ยื่นขอ แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมอีกเกือบ 50 ราย ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มผู้ประกอบการก่อสร้างโรงไฟฟ้า พลังงานทดแทนไม่ต่ำกว่า 10 ราย จากที่ยื่นขอไปทั้งหมด 19 ราย ซึ่งทาง คณะกรรมการกลั่นกรองใบอนุญาตโรงงานบางประเภทพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ ทั้งที่ คณะกรรมการชุดดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่มากว่า 7 เดือน เพื่อเข้ามาทำหน้าที่นี้โดยตรงแทนกรมโรงงาน
          ผลต่อเนื่องจากความล่าช้าเรื่องไม่ได้รับใบอนุญาตโรงงานเริ่มเกิดปัญหากับนักลงทุนโรงไฟฟ้าบางแห่งแล้ว คือสถาบันการเงินที่พร้อมจะปล่อยเงินกู้มาพัฒนาการก่อสร้างตลอดโครงการ อาจจะต้องขอทบทวน รายละเอียดใหม่กับบริษัทคู่สัญญานั้น ๆ ใหม่อีกครั้ง รวมถึงบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการแสดงความไม่มั่นใจจนอาจจะนำไปสู่การหันไปรับงานอื่นแทน เพราะไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะให้เริ่มปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เมื่อไร
          ทั้งนี้มีโรงไฟฟ้ายื่นขอใบอนุญาตโรงงานและได้รับอนุมัติตามขั้นตอนแล้วบางแห่ง แต่ต้องใช้เวลารอมากกว่าปกติ 3-4 เดือน  นายคมกริช นาคะลักษณ์ ผู้อำนวยการด้านบริหารและธุรกิจสัมพันธ์ กลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า การยื่นขอใบอนุญาตโรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มมิตรผล ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพิ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ กลั่นกรองฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ถูกต้องตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้จะเร่งเดินหน้าการก่อสร้างให้ แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาที่วางไว้
          ซึ่งทางกลุ่มมิตรผลมีนโยบายที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลควบคู่ไปกับพื้นที่ การลงทุนปลูกอ้อยและโรงงานน้ำตาล ตามแผนการลงทุนระหว่าง 2555-2556 จะใช้เงิน 20,000 ล้านบาท ลงทุนสร้าง โรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ใน อ.ภูหลวง จ.เลย กำลังการผลิตน้ำตาล 20,000 ตัน/ปี โครงการขยายโรงงานน้ำตาล จ.กาฬสินธุ์ ควบคู่การลงทุน 5,600 ล้านบาท ทำโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ปลูกอ้อย โดยมีโรงน้ำตาล 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้า ภูหลวง จ.เลย 2,000 ล้านบาท ขนาด 67 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าภูเวียง จ.ขอนแก่น 2,200 ล้านบาท ขนาด 44 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าหนิงหมิง จีน 1,300-1,400 ล้านบาท ขนาด 32 เมกะวัตต์
          ส่วนแผนขยายกำลังการผลิตอ้อย น้ำตาล และไฟฟ้าชีวมวล จะทำควบคู่กันทั้งภายในประเทศ 5 แห่ง คือสิงห์บุรี กาฬสินธุ์ ด่านช้าง (สุพรรณบุรี) ภูเขียว (ชัยภูมิ) และภูเวียง (ขอนแก่น) ในต่างประเทศ 3 พื้นที่ ได้แก่ 1.บริษัท มิตรลาว จำกัด ในสะหวันนะเขต สปป.ลาว มีพื้นที่ปลูกอ้อย 62,500 ไร่ สัมปทาน 40 ปี กำลังการผลิต 500,000 ตันอ้อย/ปี เป็นผลผลิตน้ำตาล 60,000 ตัน/ปี 2.บริษัท กว่างซี หนานหนิง อีสต์ เอเชีย ชูการ์ จำกัด ในมณฑลกว่างซี จีน มีโรงงานน้ำตาล 5 แห่ง กำลังการผลิตรวม 80,000 ตันอ้อย/วัน หีบอ้อยได้ปีละกว่า 10 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลทรายขาวได้ 1.2 ล้านตัน/ปี ทำไฟฟ้าชีวมวลแห่งเดียว ที่ฟูหนาน และเริ่มทยอยทำแห่งที่ 2 ในเมืองหนิงหมิง กำลังการผลิต 15-20 เมกะวัตต์ สัญญา 15 ปี รัฐบาลท้องถิ่นจีนให้ แอดเดอร์ 1.40 บาท/หน่วย 3.ออสเตรเลีย จะเน้นการมีส่วนร่วมด้านผลผลิตป้อน ตลาดมากกว่าเข้าไปบริหาร
          นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับฟังและชี้แจงกับคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ถึงการออกใบอนุญาตโรงงานที่ผ่านมา กระทรวงได้จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองใบอนุญาตโรงงานขึ้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2555 การประชุมแต่ละเดือนได้ทยอยอนุมัติไปเป็นจำนวนมากแล้ว จนถึงล่าสุดเมื่อสิงหาคม 2555 ได้เกินกว่า 90 ใบ
          สำหรับความล่าช้าที่ยังคงเป็นปัญหาถกเถียงกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับนักลงทุนนั้น ทางคณะกรรมการ กลั่นกรองใบอนุญาตโรงงานมีเหตุผลชี้แจงได้ว่า ปกติจะใช้เวลาทำทุกอย่างให้ครบตาม ขั้นตอนภายใน 90 วัน จนถึงขณะนี้มี ผู้ประกอบการโดยรวมทั่วประเทศยื่นขอ ใบอนุญาตมาไม่ต่ำกว่า 2,600 แห่ง แต่เข้า เงื่อนไขผ่านคณะกรรมการชุดนี้เพียง 160 แห่ง หรือคิดเป็น 6% เท่านั้น และ ที่ผ่านมาก็ได้อนุมัติแล้วเกือบ 70 แห่ง
          ยังคงมีบางกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงงานรีไซเคิล โรงงานกำจัด และบำบัดอุตสาหกรรม บางกิจการยังบกพร่องเรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย จึงต้องส่งกลับไป ให้แก้ไขให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ส.ป.ก.จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ตามมติครม. พร้อมทุ่มงบพัฒนาพื้นที่ ขุดสระในแปลง สร้างวิถีเกษตรยั่งยืน


                ดร.วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เผยถึงการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมตีเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เห็นชอบในหลักการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค โดยมอบให้ ส.ป.ก.ดำเนินการตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ด้วยการจัดซื้อที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค จำนวน 1,889 รายๆ ละ ไม่เกิน 15 ไร่ รวม 28,335 ราคาไม่เกินไร่ละ 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,700,100,00 บาท เพื่อนำมาจัดให้เกษตรกรเช่าซื้อ กำหนดระยะเวลาตามสัญญา 25 ปี โดยปลอดดอกเบี้ยในระยะ 5 ปีแรก เริ่มชำระหนี้ในปีที่ 6-25 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ของราคาที่ดินที่จัดซื้อ โดยในปีงบประมาณ 2553 ส.ป.ก.ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 1,000 ล้านบาท ให้กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นค่าจัดซื้อที่ดินให้แก่เกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค
                โดยที่ผ่านมามีเกษตรกรมาแสดงตนแล้ว 1,701 ราย คงเหลือที่ยังไม่มาแสดงตน 158 ราย ซึ่งในส่วนของเกษตรกรที่มาแสดงตนนั้น มีคุณสมบัติครบ 1,499 ราย ซึ่งส.ป.ก.ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินให้แก่เกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ใน 22 จังหวัด เนื้อที่ 33,210-0-15 ไร่ ผ่านการเห็นชอบแผนการจัดการซื้อที่ดินของคณะกรรมการปฏิรูปทีดินจังหวัด (คปจ.) ซึ่งเป็นการตกลงซื้อขายที่ดินกับเจ้าของที่ดินแล้ว ใน 19 จังหวัด เนื้อที่ประมาณ 14,760-0-20 ไร่ จัดให้เกษตรกร 1,027 ราย รวมค่าที่ดิน 763,138,611.60 บาท แบ่งออกเป็น ที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ 13,493-3-55 ไร่ จัดให้เกษตรกร 943 ราย และที่ดินที่ตั้งอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน รอประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน 2 จังหวัด เนื้อที่ 1,266-0-65 ไร่ จัดให้เกษตรกร 84 ราย อีกทั้งมีการจัดซื้อที่ดินเพื่อจัดให้เกษตรกรแล้ว 17 จังหวัด เนื้อที่ 12,528-3-76 ไร่ จำนวนเงิน 645,714,522.76 บาท จัดให้เกษตรกร 877 ราย และ จัดทำสัญญาเช้าซื้อที่ดินกับเกษตรกรแล้ว 15 จังหวัด เนื้อที่ 6,848-0-72 ไร่ จำนวนเงิน 355,515,330.60 บาท จัดให้เกษตรกร 490 ราย
                นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังได้ทำแผนพัฒนาพื้นที่การเกษตรในแปลงที่ดินที่ได้จัดซื้อแล้วร่วมกับตัวแทนสมาชิกเกษตรกร ในพื้นที่ต่างๆ โดยใช้งบประมาณของ ส.ป.ก. ดำเนินการในปีงบประมาณ 2555 เพื่อขุดสระเก็บน้ำและขุดบ่อบาดาลในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย? เพชรบุรี สุรินทร์ หนองคาย ลพบุรี และ
ขอนแก่น โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 4,433,475 บาท ทั้งนี้ การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ส.ป.ก.มีเกณฑ์การตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในที่ดิน คือ ที่ดินที่ทำกินอยู่นั้น เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินตรงตามวัตถุประสงค์ และได้สร้างความมั่นใจในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนรวมถึงเกษตรกรได้ทำกินในที่ดินส.ป.ก.ด้วยตนเองเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เต็มกำลังความสามารถด้วย
ที่มา : ไทยโพสต์