วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

ดีคอนผุดโรงงานเพิ่มรับงบก่อสร้าง 2 ล้านล.ดันวัสดุพุ่งพร้อมลุยคอนโดเพิ่มอีก1 โครงการ


ดีคอน เตรียมผุดโรงงานใหม่ ขอนแก่น-ระยอง รับความต้องการใช้วัสดุเพิ่ม จากงบลงทุน 2 ล้านล้าน  นายวิทวัส พรกุล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีคอนโปรดักส์ ผู้ผลิตแผ่นพื้น เสาเข็ม ผนังสำเร็จรูป คอนกรีตมวลเบา เปิดเผยว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวม และภาคการก่อสร้าง โดยจะทำให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันการผลิตสินค้าของบริษัทได้เต็มกำลังการผลิตแล้ว
          ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแผ่นพื้นคอนกรีตเป็น 8,500 ตารางเมตรต่อวัน จากปีก่อนที่มีการผลิตอยู่ที่ 7,500 ตารางเมตรต่อวันขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจะก่อสร้างโรงงานใหม่อีก 2 แห่ง คือ ที่ จ.ขอนแก่นและระยอง ใช้งบลงทุนแห่งละ 70 ล้านบาท ซึ่งมีกำลังการผลิตแห่งละ 1,300 ตารางเมตรต่อวัน คาดว่าจะสร้างเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ และจะทำให้บริษัทสามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมขึ้น
          สำหรับในปัจจุบันบริษัทมีโรงงานอยู่จำนวน 4 แห่ง คือ ที่ จ.ลำพูน 1 แห่งสุราษฎร์ธานี 1 แห่ง ลพบุรี 2 แห่ง ทั้งนี้อยู่ระหว่างการจัดหาที่ดินที่ จ.นครปฐมเพื่อสร้างโรงงานเพิ่มรองรับการกระจายสินค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทดแทนการขนส่งสินค้าจากโรงงานที่ จ.ลพบุรี ที่มีต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยคาดว่าเมื่อหาที่ดินได้แล้วจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในต้นปีหน้า และจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี2557
          นายวิทวัส กล่าวอีกว่า ในปี 2556 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวม 1,314 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2555 ที่มีรายได้รวม 1,029 ล้านบาท และรับรู้รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากโครงการบ้านเดี่ยว Dzio ราชพฤกษ์ จำนวน 30 หลัง มูลค่ารวม 120 ล้านบาท ปัจจุบันขายได้แล้วจำนวน 12 หลัง
          นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาคอนโดมิเนียม Dzio งามวงศ์วาน มูลค่าโครงการประมาณ 800-900 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดขายในปลายเดือน เม.ย.นี้ และจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณเดือน ก.ค.
          คาดว่าจะรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี2557 โดยในปี 2557 คาดว่าจะมีรายได้จำนวน 1,984 ล้านบาท หรือเกือบ 2,000 ล้านบาท
          "ปัจจุบันลูกค้าได้มีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก ทำให้บริษัทผลิตสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ และได้มีการปรับราคาขายสินค้าเพิ่มประมาณ 20-30%โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากการขายแผ่นพื้นคอนกรีต 60% เสาเข็ม 31%อิฐมวลเบา 8% อีก 1% เป็นรายได้อื่นๆส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 32% ของรายได้รวมปีนี้" นายวิทวัส กล่าว
ที่มา : โพสต์ทูเดย์

อสังหาฯ ยังไม่ล้นตลาด จี้รัฐคุ้มครองเงินดาวน์คู่สัญญา


ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา มีการสร้างข่าวกันว่าอสังหาริมทรัพย์กำลังจะล้นตลาดนั้น เป็นความเท็จ ในความเป็นจริงตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังจะไปต่ออีกไกล โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวคราวเกี่ยวกับการเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อบ้าน นักลงทุน นักพัฒนาที่ดิน สถาบันการเงิน ตลอดจนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้าใจผิด อันนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด ในฐานะที่เป็นศูนย์ข้อมูลแห่งแรกของประเทศไทยมา และเก็บรวบรวมข้อมูลต่อเนื่องที่สุด ขอแถลงความจริงว่า
          1.สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครยังเติบโตด้วยดี มีจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่สามารถขายได้ในปี พ.ศ.2555 ถึง 107,412 หน่วย โดยมากกว่าจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ ซึ่งมีอยู่จำนวน 102,080 หน่วย และมีจำนวนหน่วยที่ยังเหลือขายอยู่ในท้องตลาดประมาณ 128,934 หน่วย ซึ่งจะใช้เวลาขายอีก 12 เดือน
          2.อย่างไรก็ตามในส่วนของห้องชุดพักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สถานการณ์กลับดียิ่งกว่าอีก คือ มีจำนวนหน่วยห้องชุดที่สามารถขายได้ในปี พ.ศ.2555 ถึง 65,215 หน่วย โดยมากกว่าจำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ ซึ่งมีอยู่จำนวน 62,548 หน่วย และมีจำนวนหน่วยที่ยังเหลือขายอยู่ในท้องตลาดเพียงประมาณ 40,853 หน่วย ซึ่งจะใช้เวลาขายอีกเพียง 7 เดือน
          3.ในส่วนของห้องชุดในจังหวัดภูมิภาค อันได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา 
ขอนแก่น และ หัวหิน-ชะอำ พบว่า ห้องชุดพักอาศัยในหัวเมืองหลักนั้นสถานการณ์ยังดีอยู่ ไม่เกิดภาวะล้นตลาดแต่อย่างใด โดยในกรณีภูเก็ต ที่มีห้องชุดพักอาศัย 15,500 หน่วย และระยะเวลาที่สินค้าที่เหลืออยู่จะหมดตลาดนั้น จะกินเวลาอีกเพียง 2.3 เดือนเท่านั้น ส่วนเชียงใหม่ ที่มีห้องชุดพักอาศัย 10,700 หน่วย ระยะเวลาที่สินค้าที่เหลืออยู่จะหมดตลาดนั้น จะกินเวลาอีกเพียง 1.5 เดือน ในกรณีพัทยา ที่มีห้องชุดพักอาศัยถึง 122,600 หน่วย ระยะเวลาที่สินค้าที่เหลืออยู่จะหมดตลาดนั้น จะกินเวลาอีกเพียง 5.2 เดือนเท่านั้น ในกรณีขอนแก่น ที่มีห้องชุดพักอาศัย 5,500 หน่วย ระยะเวลาที่สินค้าที่เหลืออยู่จะหมดตลาดนั้น จะกินเวลาอีก 0.8 เดือนเท่านั้น และในกรณีหัวหิน-ชะอำ ที่มีห้องชุดพักอาศัย 17,600 หน่วย จะกินเวลาอีกเพียง 2.7 เดือนก็จะขายได้หมด
          เมื่อเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียน จากการสัมภาษณ์ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ในอาเซียนจำนวน 100 ราย โดยศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ก็พบว่าต่างมองในแง่บวกที่จะทำให้อสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นอีก ประกอบกับเศรษฐกิจของไทยและอาเซียนโดยรวมก็กำลังเติบโตต่อเนื่อง โอกาสที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะพังทลายลงจึงยังมาไม่ถึงอย่างแน่นอน
          อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องฟองสบู่ แต่ควรเป็นห่วงเรื่องการ ปล่อยกู้ (เกือบ) 100% หรือบางแห่งอาจเกิน 100% ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดความเปราะบางให้กับสถาบันการเงิน รวมทั้งการรับเงินดาวน์โดยไม่มีหลักประกัน ไม่มีการค้ำประกันเงินดาวน์ของคู่สัญญาตามพระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ.2551 ตามพระราชบัญญัตินี้ ปล่อยปละละเลยให้ผู้ประกอบการจะเลือกทำสัญญาเงินดาวน์กับผู้ซื้อหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ทำ เพราะใช้ชื่อเสียงของตัวเองเป็นประกัน แต่ในยามวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา รายใหญ่แทบทุกรายก็แทบเอาตัวไม่รอด ปล่อยภาระให้เป็นของผู้ซื้อ
          การไม่มีการบังคับคุ้มครองเงินดาวน์ให้เสมอหน้ากันระหว่างผู้ประกอบการทุกรายนี้ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสู้รายใหญ่ไม่ได้ และที่สำคัญ ทำให้ผู้ซื้อบ้านได้รับความเสี่ยงอย่างมาก เพราะหากโครงการใดล้มเลิกไป ผู้เดือดร้อนก็คือผู้บริโภคนั่นเอง หากมีการบังคับใช้อย่างเสมอหน้าในหมู่ผู้ประกอบการทุกฝ่าย ก็จะทำให้ผู้ประกอบการทุกรายมี "ยี่ห้อ" ที่คุ้มครองผู้บริโภค ผู้บริโภคก็จะวางใจซื้อบ้าน ซึ่งส่งผลดีต่อการปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสี่ยงอยู่เช่นนี้ รัฐบาลจึงควรให้การคุ้มครองเงินดาวน์ของคู่สัญญาเป็นภาคบังคับ ไม่ใช่แล้วแต่ความสมัครใจของผู้ประกอบการ
          ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ รวมทั้งการบังคับการคุ้มครองเงินดาวน์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีต่อผู้ซื้อ ทำให้ตลาดมีวุฒิภาวะมากยิ่งขึ้น
ที่มา : บ้านเมือง 

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

เฟดเอ็กซ์ เปิดสถานีบริการแห่งใหม่


            เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส เพิ่มการบริการส่งสินค้าในประเทศไทยด้วยการเปิดสถานีบริการเฟดเอ็กซ์แห่งใหม่ในจังหวัดขอนแก่นสถานีบริการแห่งใหม่นี้ ได้ขยายเวลารับพัสดุภัณฑ์จนถึง 18:00 น. นอกจากนี้พัสดุภัณฑ์ที่ถูกนำส่งมายังสถานีบริการเฟดเอ็กซ์ก่อน 13:00 น. จะถูกนำส่งอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางในกรุงเทพมหานคร  ภายในวันเดียวกันด้วยวยการตั้งอยู่ใจกลางเมืองขอนแก่น ห่างจากเสาหลักเมืองเพียงไม่กี่เมตร สถานีบริการเฟ็ดเอ็กซ์แห่งใหม่นี้จะอำนวยความสะดวกและมอบความมั่นใจในการส่งพัสดุภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วไปยังต่างประเทศไม่ว่าเพื่อธุรกิจหรือเป็นการส่วนตัว  สถานีบริการแห่งนี้จะเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ (9:30น. ถึง 18:00น.)และวันเสาร์ (10:30 น. ถึง 15:00น.)
          "เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดสถานีบริการแห่งใหม่ในจังหวัดขอนแก่น
 ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย"
          มร. เดวิด คาร์เดน กรรมการผู้จัดการบริษัทเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยและอินโดจีนกล่าวว่า จะได้ใหบริการลูกค้าของเราผ่านทางสถานีบริการในจังหวัดขอนแก่น
 ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ มีแนวโน้มที่จะเติบโตและกลายเป็นจุดศูนย์กลางอุตสาหกรรมในจังหวัดและในพื้นที่ข้างเคียงและเพื่อฉลองการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น พนักงานเฟดเอ็กซ์จึงได้เข้ามอบโต๊ะและเก้าอี้โรงอาหารให้แก่โรงเรียนบ้านขมิ้นโนนหัวนา ภายใต้โครงการ Adopt-a-School ซึ่งคือหนึ่งในโครงการที่เฟดเอ็กซ์ได้มีส่วนร่วมเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนในชนบท
ที่มา : พิมพ์ไทย 

ตลาดรถเช่า Q1ระเบิดสงครามราคา !


         รถเช่าไตรมาสแรกระเบิด สง ครามรับร้อน "บัดเจ็ท" อัดงบตลาดปีมะเส็ง 50 ล้านบาท พร้อมเปิดแคมเปญกระตุ้นยอดทุกเดือน หวังดันยอดขายเข้าเป้าทั้งปี 1 พันล้าน ด้านมาสเตอร์ กรุ๊ป เอาใจลูกค้าเช่าบ่อย ด้วยการสะสมซิกท์ แสตมป์ เพื่อเป็นส่วนลดสูงสุด 600 บาท ส่วนค่ายไทยเร้นท์อะคาร์ ชูแคมเปญรถเล็ก-อีโคคาร์
          นายวันชัย  ตั้งพานิชดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิล์ดคลาส เร้นท์ อะคาร์ จำกัด ผู้ให้บริการรถเช่าแบรนด์ "Budget" หรือบัดเจ็ท เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาพรวมการแข่งขันในตลาดรถเช่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างดุเดือด มีการแข่งขันกันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดทั้งระยะสั้นและระยะยาวมีการเติบโต โดยในส่วนของบัดเจ็ทมีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 10%
          "มูลค่าตลาดรวมรถเช่าทั้งระยะสั้นระยะยาวรวมๆ กันก็คิดเป็นหลายหมื่นล้าน และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เพราะธุรกิจการท่องเที่ยวและการบินโลว์คอสต์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค และส่งผลดีมายังกลุ่มรถเช่า ส่วนการแข่งขันของผู้ประกอบการส่วนใหญ่นั้น ก็มีทั้งราคา และคุณภาพในการให้บริการ ซึ่งในส่วนของเราการจัดทำแคมเปญต่างๆถือว่ามีความยืด หยุ่นสูง เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย"
          ล่าสุดบริษัทได้มีแคมเปญทางการตลาด "Happy 70%" ประหยัดสูงสุด 70% เมื่อเช่ารถกับบัดเจ็ท รวมไปถึงการรับสิทธิประโยชน์มากมายอาทิ ฟรีอัพเกรดรถคอมแพ็กต์คาร์ ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป, ฟรีคะแนนสะสมในสายการบินพันธมิตร เมื่อเช่ารถ 7 วันขึ้นไป, ฟรีแพ็กเกจประกันภัยรถยนต์ เมื่อเช่ารถ 14 วันขึ้นไป และฟรีน้ำมัน 1 ถัง เมื่อเช่ารถ 21 วันขึ้นไป
          นายวันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้บริษัทมีการใช้งบประมาณทางการตลาด 50 ล้านบาท โดยจะมีการจัดทำแคมเปญต่างๆ รวมไปถึงการขยายสาขาในจังหวัดต่างๆ เพื่อรองรับกับการเติบโต ซึ่งบริษัทคาดว่าผลประ กอบการในปีนี้จะทำได้ประมาณ 1 พันล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้กว่า 800 ล้านบาท
          ด้านความเคลื่อนไหวของรถเช่าอีกหนึ่งค่ายอย่าง ซิกท์ หรือ Sixt Thailand  ก็จัดแคมเปญมอบส่วนลดแทนเงินสดมูลค่าสูงสุด 600 บาท เมื่อลูกค้าใช้บริการครบทุก 1 พันบาท จะได้รับแสตมป์ซิกท์มูลค่า 50 บาท จำนวน 1 ดวง เพื่อใช้แทนเงินสดในการเช่ารถครั้งต่อไป และเมื่อสะสมครบ 10 ดวง รับเพิ่มอีก 100 บาท  รวมมูลค่า 600 บาท โดยแคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 ตุลาคม 2556 และลูกค้าสามารถใช้แลกสิทธิพิเศษ ได้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน-31 ตุลาคม 2556 ที่ซิกท์ทุกสาขา
          ปัจจุบันซิกท์ มีสาขาที่เปิดให้บริการที่ สนามบินสุวรรณ ภูมิ, พระราม 3, พระราม 4, สนามบินเชียงใหม่, สนามบินเชียงราย, สนามบินขอนแก่น
, สนามบินอุดรธานี, พัทยา, ระยอง, สนามบินภูเก็ต, สนามบินกระบี่, สนามบินหาดใหญ่, สนามบินสุราษฎร์ธานี และสนามบินสมุย
          นายภูมน สมดี ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มีการสั่งรถยนต์รุ่นอื่นๆเข้ามาอีกกว่า 300 คัน เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้า รวมไปถึงเพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น โดยบริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะเติบโต 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
          "เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราได้มีการเพิ่มจำนวนรถ และส่วนหนึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ อาทิ ฮอนด้า สเต็ป แวกอน จำนวน 30 คัน ทั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าครอบครัว ที่มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ซึ่งรถประเภทนี้มีความกว้างขวาง นั่งสบาย และมีประตูเปิดปิดไฟฟ้า สไลด์เปิดได้ทั้งซ้าย-ขวา อำนวยความสะดวกลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ราคาเริ่มต้นของรถในกลุ่มนี้อยู่ที่ 3,500 บาท/วัน เท่านั้น"
          ขณะที่ค่ายไทย เร้นท์ อะคาร์ ก็มีโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม นี้ สำหรับกลุ่มรถเล็ก-อีโคคาร์ อาทิ นิสสัน มาร์ช, ฮอนด้า บริโอ้, มิตซูบิชิ มิราจ ราคาเริ่มต้น 1.1 พันบาท หรือโตโยต้า วีออส 1.5 พันบาท และสำหรับลูกค้าที่โชว์ตํวเครื่องบินก็จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 5%
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

'ไทยสมายด์'ลั่นพร้อมรับเปิดเออีซีรุกขยายเส้นทางบินตปท.-ปั้น'ภูเก็ต'ฮับเชื่อมต่อ


           "การบินไทยสมายด์" ประกาศพร้อม เปิดประตูสู่เออีซี เร่งขยายเส้นทางบินต่างประเทศ หลังเส้นทางในประเทศ ได้รับการตอบรับดีเกินคาด เล็งปั้น "ภูเก็ต-จาการ์ตา-เชียงใหม่" เป็นฮับ เชื่อมต่อเส้นทางในภูมิภาค ส่วนเรื่องการตั้งบริษัทบริหารเองแยกจาก "การบินไทย" นั้นหากทุกอย่างเป็นตามแผนเชื่อสามารถบินโค้ดใหม่ได้ต้นปีหน้า
          หม่อมหลวงพุทธิสาร วรวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานสาขาประจำประเทศไทย ภาคพื้นอินโดจีนและสหภาพพม่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยธุรกิจการบินไทยสมายด์มีความพร้อมสำหรับเปิดเส้นทางบินในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย หลังจากที่ได้เปิดเส้นทางกรุงเทพฯ-มาเก๊า เส้นทางปฐมฤกษ์ของการบินไทยสมายด์ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้เปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ- มัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียรมาร์ จำนวนสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบินไปแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา
          จากนั้นได้ทยอยเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอีก 4 เส้นทางไป-กลับประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-อัห์มดาบาด สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน, เส้นทางกรุงเทพฯ-นิวเดลี สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน, เส้นทางภูเก็ต-มุมไบ สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน และเส้นทางภูเก็ตกัวลาลัมเปอร์ สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน
          "ตอนนี้หน่วยธุรกิจการบินไทยสมายด์ เรามีความพร้อมแล้วสำหรับการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ โดยโพซิชั่นแล้ว การบินไทยสมายด์จะยังคงโฟกัสในโลเกชั่น ที่เป็นเมืองรอง ส่วนเมืองหลักยังคงเป็นเส้นทางบินของการบินไทย"
          หม่อมหลวงพุทธิสารกล่าวต่อไปว่า การเปิดเส้นทางต่างประเทศทั้ง 5 เส้นทาง ดังกล่าวข้างต้นนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับเออีซีของการบินไทย ซึ่งบริษัทจะใช้แบรนด์การบินไทยสมายด์เป็นหัวหอกสำคัญในการรับมือการแข่งขัน เนื่องจากการบินไทยสมายด์มีต้นทุนที่ถูกกว่าการบินไทย ที่สำคัญในบางพื้นที่ก็ไม่สามารถใช้เครื่องบินลำใหญ่ได้ และที่สำคัญบริษัทยังต้องการสร้าง ให้เมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ ของไทยเป็นฮับของการบินเชื่อมต่อเส้นทางทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย
          "รูปแบบนี้ไทยแอร์เอเชียทำอยู่ เราเองก็พยายามมองในมุมนี้เช่นกัน โดยนอกจากกรุงเทพฯ หรือสุวรรณภูมิแล้ว ตอนนี้เราพยายามทำให้ภูเก็ตเป็นฮับ โดยเปิด เส้นทางบินภูเก็ต-มุมไบ และเส้นทางภูเก็ต-กัวลาลัมเปอร์ เป็นต้น ต่อไปเราอาจใช้เมืองจาการ์ตา อินโดนีเซีย เป็นฮับเพื่อไปกินตลาดในประเทศของอินโดนีเซียเช่นเดียวกับแอร์เอเชียที่มากินตลาดในประเทศของเรา หรือเราดันให้เชียงใหม่ เป็นฮับสำหรับดึงนักท่องเที่ยวจีน อินเดีย"
          ทั้งนี้ แผนการขยายจะขึ้นอยู่กับจำนวนเครื่องบินที่เข้ามา ซึ่งปัจจุบันการบินไทยสมายด์มีเครื่องบิน 5 ลำ จะครบ 10 ลำภายในสิ้นปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 17 ลำใน ปี 2557 และครบ 20 ลำในปี 2558
          สำหรับเส้นทางในประเทศที่เปิดให้บริการไปแล้ว คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี, กรุงเทพฯ-อุดรธานี, กรุงเทพฯ-ขอนแก่น
, กรุงเทพฯ-เชียงราย, กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ-กระบี่ นั้นได้รับการตอบรับที่ดีมาก มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารหรือเคบิ้นแฟลกเตอร์เฉลี่ยราว 75%
          หม่อมหลวงพุทธิสารกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้หน่วยธุรกิจไทยสมายด์อยู่ระหว่างการเตรียมตัวแยกธุรกิจออกจากบริษัทการบินไทยตามมติบอร์ดบริหาร ซึ่งหากเป็นไปตามแผนเชื่อว่าจะทำให้การบินไทยสมายด์มีศักยภาพในการบริหารงานได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพขึ้น โดยคาดว่ากระบวนการต่าง ๆ น่าจะแล้วเสร็จและ จดทะเบียนตั้งบริษัทได้ภายในเดือนเมษายนนี้ และสามารถบินด้วยโค้ดการบินใหม่ได้ในช่วงประมาณต้นปีหน้าเป็นต้นไป
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

พลังงานทางเลือกพุ่งรับวิกฤตไฟฟ้า'SPCG'ผลิตเพิ่มอีก50เมกะวัตต์


          โพสต์ทูเดย์หุ้นพลังงานพุ่งรับวิกฤตไฟขาดแคลน SPCG เชื่อมไฟเข้าระบบ50 เมกะวัตต์รับมือ ราคาหุ้นพลังงานทดแทนกลับมาคึกคักทันที หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีนายกรัฐมนตรีปล่อยเงินกู้30 ล้านบาท ไม่ถือเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จและปกปิดข้อมูล จากช่วงเช้าที่ดิ่งแรงจากความกังวลเรื่องการเมือง
          ทั้งนี้ ในวันที่ 5 เม.ย. จะเป็นวันแรกที่ประเทศไทยจะเกิดวิกฤตขาดพลังงานในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ไฟฟ้าหายไปจากระบบประมาณ 4,100 เมกะวัตต์ ซึ่งการขาดแคลนพลังงานได้ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ และทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบทุกตัว เช่นเอสพีซีจี (SPCG) ปิด 28.75 บาท เพิ่มขึ้น1.50 บาทจากช่วงเช้า ลงไปต่ำสุดที่ 26.25 บาท ซัสโก้ (SUSCO) ปิด 6.75 บาท บวก0.60 บาทจากช่วงเช้า ลงไปลึกที่ 5.65 บาทเดมโก้ (DEMCO) ปิด 15.30 บาท บวก1.30 บาทจากช่วงเช้า ลงลึกที่ 13.10 บาทและโซลาร์ตรอน (SOLAR) ปิด 8.85 บาทบวก 0.75 บาท จากที่ลงลึกช่วงเช้าที่ 7.45 บาท 
          น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SPCG เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 4-15 เม.ย. 2556 บริษัทได้เร่งทำโครงการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ปัญหาวิกฤตพลังงานไฟฟ้าช่วงเดือนเม.ย.นี้ โดยการเร่งเชื่อมโยงระบบทดสอบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเครือของเอสพีซีจีป้อนเข้าสู่ระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)เพิ่มอีก 7 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตลอดช่วงกว่า 50 เมกะวัตต์ 
          7 โครงการดังกล่าว คือ 
ขอนแก่น 2 โครงการ โซลาร์ฟาร์มขอนแก่น 2 และโซลาร์ฟาร์มขอนแก่น 7 นครราชสีมา 1 โครงการ คือ โซลาร์ฟาร์ม โคราช 6 บุรีรัมย์2 โครงการ คือ โซลาร์ฟาร์ม บุรีรัมย์ 1 และโซลาร์ฟาร์ม บุรีรัมย์ ลพบุรี 2 โครงการคือ โซลาร์ฟาร์มเอเจ เทคโนโลยี และโซลาร์ฟาร์มทิพยนารายณ์
ที่มา : โพสต์ทูเดย์

เที่ยวสงกรานต์สะพัด11,000 ล.


           ททท. ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยงช่วงสงกรานต์ 2.7 ล้านคน เงินสะพัด 11,000 ล้านบาท คาดทั้งปีทะลุเป้า 24.09 ล้านคน
          นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้านักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 12-16 เม.ย. 2556 ประมาณ 2.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% จะมีการใช้จ่ายเงินประมาณ 11,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20% เนื่องจากการเมืองภายในประเทศเริ่มนิ่ง และเศรษฐกิจโลกดีขึ้น
          ทั้งนี้ จากการสำรวจการจองที่พักในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ พัทยา พบว่าอัตราการเข้าพักสูง กว่า 70% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยสูงเป็นอันดับต้นๆคือ จีนและรัสเซีย ขณะที่นักท่องเที่ยวในประเทศนิยมเดินทางไปเที่ยวสงกรานต์ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี สมุทรปราการ สุโขทัย 
ขอนแก่น นครปฐม หนองคาย สงขลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต
          "มั่นใจว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยในปีนี้จะทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 24.09 ล้านคน โดยเดือน ม.ค.-ก.พ. ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 4.56 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.8% และวันที่ 1-27 มี.ค. ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ 1,230,296 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.93%"
ที่มา : โลกวันนี้