วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แนะเพิ่มพื้นที่ชลประทานภาคอีสาน แก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก


               ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวให้คลี่คลาย สภาเกษตรกรทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลตลอดจนกรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อระดมสมองในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
          นายสมศักดิ์ คุณเงิน ประธานสภาเกษตรกร
จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งถือเป็นวาระของอีสานที่จะต้องทำการแก้ไข และต้องยกระดับไปสู่วาระแห่งชาติ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก เกษตรกรขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ประชาชนทั่วไปขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค จนกระทั่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย ต้องมีการประกาศเขตภัยพิบัติแล้งครอบคลุมทั่วทั้งภาคอีสาน
          นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า พื้นที่ปลูกข้าวครึ่งหนึ่งของประเทศไทยอยู่ที่ภาคอีสาน โดยมีพื้นที่ประมาณ135 ล้านไร่ แต่พื้นที่ปลูกข้าวที่เป็นเขตชลประทานมีเพียง 7% เท่านั้น จึงต้องอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลเป็นหลัก ไม่สามารถทำนาปรังได้ ทำให้ได้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ เพราะขาดน้ำ ดังนั้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยคงต้องเสียแชมป์การส่งออกข้าวอย่างถาวรให้กับประเทศเวียดนาม เนื่องจากประเทศเวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าวที่เป็นเขตชลประทานถึง85%และสามารถปลูกข้าวได้ 7 รอบภายใน 2 ปี
          ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลของกรมชลประทาน พบว่า ภาคอีสานสามารถที่จะเพิ่มพื้นที่เขตชลประทานได้ถึง 31% โดยการผันน้ำโขง ลงแม่น้ำชี และแม่น้ำมูล เพื่อนำน้ำส่วนนี้มาเสริมในระบบ รวมถึงสามารถพัฒนาและดึงลุ่มน้ำต่างๆในพื้นที่ จำนวน 19 แห่งมาใช้ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำน้ำบาดาลมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีกประมาณ 10 ล้านไร่อีกด้วย
          "จะเห็นได้ว่าภาคอีสานยังคงมีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาและสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก หากเรามองให้ลึกถึงแก่นแท้ของปัญหา และแก้ไขให้ตรงจุดดังนั้น บทสรุปของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งซ้ำซากครั้งนี้คือ เราต้องการให้รัฐบาลเพิ่มพื้นที่เขตชลประทานในภาคอีสานให้ได้มากกว่า 25% จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการเป็นทบวงทรัพยากรน้ำภาคอีสานจนกว่าภารกิจนี้จะแล้วเสร็จ โดยมีกรอบระยะเวลาให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี อีกทั้งต้องการให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์น้ำแยกออกมาต่างหาก โดยเปิดกว้างให้ภาคราชการ ภาคการเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดทางภาค
อีสาน ประธานสภาเกษตรกรภาคอีสาน เข้ามามีส่วนร่วมด้วยในฐานะที่อยู่ในพื้นที่" ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น กล่าว
          ปัญหาดังกล่าว หากแก้ไขได้สำเร็จ ผลผลิตข้าวหอมมะลิในภาคอีสานจะเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่เดิมอย่างน้อย 25% ซึ่งหากมีการเพิ่มน้ำเข้าไปในพื้นที่ ความอุดมสมบูรณ์ก็จะกลับมา ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง หรือแม้แต่ปาล์มน้ำมันก็จะปลูกได้ ปัญหาความยากจนของเกษตรกรก็จะหมดไป

ที่มา : ไทยโพสต์ 

'โลตัส'ทุ่ม 1.8 หมื่นล.ผุดสาขาใหม่ มั่นใจเศรษฐกิจไทยเติบโตดี หนุนส่งออกผัก-ผลไม้ไปจีน


          โลตัสมั่นใจเศรษฐกิจไทยโตดี ประกาศแผนลงทุนปีนี้อีก 1.8 หมื่นล้าน เพื่อขยายสาขาใหม่ เน้นขนาดเล็ก และปรับปรุงสาขาเดิม ตั้งศูนย์กระจายสินค้า พร้อมหนุนผักผลไม้ไทยส่งออกไปขายในจีน-อินเดีย
          นายจอห์น คริสตี้ ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า ยังคงแผนขยายการลงทุนในไทยต่อเนื่องอีก 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับใช้ในการขยายสาขาประมาณ 300 แห่ง โดยในปีนี้จะเน้นขยายสาขาขนาดเล็กหรือเอ็กซ์ เพรสเป็นหลักเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เพราะเป็นรูปแบบที่มีอัตราการเติบโตดี รวมทั้งปรับปรุง
สาขาเดิมราว 1,000 แห่ง ให้มีความทันสมัย สร้างศูนย์กระจายสินค้า ลงทุนสร้างศูนย์วิจัยสินค้าแห่งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากยังมั่นใจเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ดี ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แม้ช่วงไตรมาสแรกเศรษฐกิจจจะชะลอตัวลง แต่ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่เทสโก้ โลตัสเข้าไปลงทุน อีกทั้งในอนาคตอันใกล้ภูมิภาคนี้จะมีการเปิดเสรีทางการค้าหลายๆ ด้าน ซึ่งจะส่งผลดีกับภาวะเศรษฐกิจไทย
          นายคริสตี้กล่าวว่า นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัสยังมีนโยบายสนับสนุนภาคส่งออก โดยจะนำสินค้าเกษตรประเภทผักและผลไม้ ส่งออกผ่านสาขาของเทสโก้ โลตัสไปในประเทศจีน อินเดีย พร้อมกับเดินหน้าส่งออกสินค้าไทยไปขายยังเครือข่ายร้านค้าเทสโก้ โลตัส 6,500 แห่งใน 12 ประเทศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อผักและผลไม้จากเกษตรกรไทยเพิ่มจากปีก่อนหน้าถึง 45% หรือคิดเป็นประมาณ 12,000 ตัน
          นายคริสตี้กล่าวว่า ภาพรวมของค้าปลีกในไทย ยังมีโอกาสเติบโตตามเศรษฐกิจ มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในตลาด ในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ตลาดโต รวมทั้งการควบรวมกิจการของกลุ่มซีพีและแม็คโคร ซึ่งในส่วนนี้จะกระทบกับเทสโก้ โลตัสหรือไม่ขณะนี้ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายของเทสโก้ โลตัสจะให้ความสำคัญกับเรื่องการสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
          นายคริสตี้กล่าวว่า ปัจจุบันมีสาขาในไทย กว่า 1,400 แห่ง มีรูปแบบร้านค้า 5 ประเภทหลักคือ เอ็กซ์ตร้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ตลาดโลตัส,  และเอ็กซ์เพรส โดยปีที่ผ่านมามีผลประกอบการเติบโตในระดับ 16% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเป็นผลมาจากแคมเปญราคา การให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยี บริการ การเปิดบริการใหม่ เช่น ช็อปออนไลน์ การเปิดบริการช่องชำระเงินแบบเซลฟ์ เซอร์วิสแห่งแรกในประเทศไทย และปีนี้เชื่อว่าโลตัสจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

ที่มา : มติชน 

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ททท.ชู 2 แพ็กเกจ'ขับรถเที่ยว' แวะเติมสุขพัก20 โรงแรมสุดคุ้ม



         ททท.ผนึกสมาคมรถเช่าไทย จัดโครงการ "ขับรถเที่ยวให้สนุก แวะเติมความสุขให้ทั่วไทย" รับลูกพฤติกรรมคนไทยนิยมขับรถเที่ยวเอง โดยเสนอ 2 แพ็กเกจคูปองเช่ารถรวมที่พักสุดคุ้ม 1 คืนราคา 2.6 พันบาทต่อ 2 คน และ 2 คืน ราคา 4.2 พันบาทต่อ 2 คน หวังกระตุ้นท่องเที่ยวโลว์ซีซัน
          นางสุจิตรา จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ททท.ได้ร่วมมือกับสมาคมรถเช่าไทย จัดโครงการ "ขับรถเที่ยวให้สนุก แวะเติมความสุขให้ทั่วไทย" (Drive & Stay 2013) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ "บินไปบินกลับ ขับรถเที่ยว" (Fly & Drive) ของ ททท. ที่ได้จัดทำขึ้นมาเมื่อปี 2550-2554 และโครงการนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากสมาคมรถเช่าไทย เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่นิยมใช้รถส่วนตัวหรือรถเช่าในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น
          โดยจุดเด่นของโครงการในปีนี้ คือ การรวมแพ็กเกจรถเช่าและโรงแรมในราคาพิเศษสุด ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าการจองรถเช่าและโรงแรมแยกกัน จะทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกถึงความประหยัดและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น โดยโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ มีจำนวนกว่า 20 แห่งจาก 4 เมืองท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุง เทพฯ  อาทิ โรงแรมอิมม์ ฟิวชั่น สุขุมวิท เชียงใหม่ อาทิ ฟูราม่า เชียงใหม่ ภูเก็ต อาทิ ป่าตอง เพิร์ล รีซอร์เทล และกระบี่ อาทิ กระบี่ เมอริไทม์  และทางสมาคมรถเช่า ได้คัดสรรผู้ให้บริการรถเช่าชั้นนำมาร่วมโครงการนี้
          ทั้งนี้โครงการนี้จะมี 2 แพ็กเกจให้นักท่องเที่ยวเลือก คือ คูปอง 2 วัน 1 คืน สำหรับนักท่องเที่ยว 2 คน สามารถเช่ารถได้ 2 วัน พักโรงแรม 1 คืน รวมอาหารเช้า ราคา 2,600 บาท  และคูปอง 3 วัน 2 คืน สามารถเช่ารถได้ 3 วัน พักโรงแรม 2 คืน รวมอาหารเช้า ราคา 4,200 บาท ส่วนผู้ที่ต้องการเดินทางเป็นหมู่คณะ สามารถซื้อแพ็กเกจเป็นชุด ชุดละ 10 ใบ รับส่วนลดเพิ่มอีก 2 พันบาท
          ด้าน ดร.นที วรรธนะโกวินท์ นายกสมาคมรถเช่าไทย กล่าวว่า สำหรับรถเช่าที่ร่วมโครงการนี้ จะเป็นรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1200 CC เกียร์ออโตเมติก อายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปี เลขไมล์ ไม่เกิน 1 แสนกิโลเมตร รวมประกันชั้น1 ซึ่งล้วนเป็นรถยนต์ประเภทอีโคคาร์ มีความประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบรับแนวคิดเที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน ของ ททท. ซึ่งรณรงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อแพ็กเกจคูปองเช่ารถรวมที่พักสุดคุ้มในราคาพิเศษ ได้ที่ บริษัท Budget Car and Truck Rental บริษัท Biz Car Rental บริษัท National Car Rental บริษัท Sixt Rent A Car  และสมาคมรถเช่าไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ แต่สามารถใช้คูปองได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้
          นอกจากนี้ สมาคมยังได้จัดทำคู่มือแนะนำเส้นทางขับรถท่องเที่ยว ชื่อ "4 เมืองน่าเที่ยว" และเชิญชวนคนไทยร่วมสัมผัสความสวยงาม ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย เพื่อส่งเสริมการขับรถยนต์เที่ยวเองโดยวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วไทย ในราคา 79 บาทด้วย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ  


12 แฟรนไชส์สัญชาติมะกันจ้องบุกตลาดไทย

    ชี้เทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยโตต่อเนื่อง จับตากลุ่มทุนเมืองลุงแซมนำทัพ 12 แฟรนไชส์บุกไทย พร้อมเผยโฉมในงานยูเอสเอ แฟร์ หวังหาพันธมิตรขยายแผนลงทุนฝั่งเอเชีย ผู้ช่วยทูตพาณิชย์สหรัฐฯ ชี้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจน่าลงทุน จากอานิสงส์ค่าเงินบาทแข็งส่งผลให้สามารถซื้อแฟรนไชส์ได้ราคาถูก
          นายดีน แมทเล็ค ผู้ช่วยทูตพาณิชย์ สำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายการพา ณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจแฟรนไชส์ในเมืองไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากในปีที่ผ่านมาที่พบว่าธุรกิจแฟรนไชส์ในไทยมีการเติบโตกว่า 20% โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้การเติบโตดังกล่าว ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศสนใจขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย โดยล่าสุดมีผู้ประกอบการในธุรกิจแฟรนไชส์รวม 12 แบรนด์จากสหรัฐอเมริกา ประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม ได้แก่ เดนนีส์ (Denny's) ร้านกาแฟครบวงจรและร้านอาหารสำหรับครอบครัว, ริต้าส์ อิตาเลี่ยน ไอซ์ (Rita's Italian Ice) บริการไอศกรีมอิตาเลียน, ฟรัดดรักเกอร์ส(Fruddruckers) ร้านแฮมเบอร์เกอร์, เดอะ เมลติ้ง พ็อต(Melting Pot) ร้านอาหารฟองดู, ราวด์ เทเบิ้ล พิซซ่า(Round Table Pizza) ร้านพิซซ่าอันดับ 1 ของแคลิฟอร์เนีย, โมส์ เซ้าท์เวสท์ กริล(MOE's Ga) ร้านอาหารปรุงสด, ร็อคกี้ เมาท์เท่น ช็อคโกแลต แฟ็คโตรี่ ผู้ผลิตของหวาน ลูกอมและดูแลการจัดการร้านขายปลีก, ชัคกี้ ชีส (Chuck E.Cheese's, TX) เป็นร้านอาหารสำหรับครอบครัว, สโลกาย'ส (Schlotzky's TX) ธุรกิจแซนด์ วิชแบบปิ้งย่าง และสเต็ก แอนด์ เชค (Steak'n Shake, Texas) ร้านอาหารสไตล์อเมริกัน คลาสสิก
          กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้แก่ กรีส มังกี้ (Grease Monkey) 1 ในแฟรนไชส์ที่ใหญ่สุดของศูนย์บริการดูแลบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร, พรีซิชั่น ทูน ออโตแคร์ (Precision Tune Auto Care) ธุรกิจดูแลรถยนต์และดูแลผู้ขับขี่ ซึ่งทั้ง 12 แบรนด์แฟรนไชส์ดังกล่าว ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังในแต่ละรัฐที่เป็นแหล่งกำเนิดของธุรกิจ
          "แต่ละแบรนด์ล้วนเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง และมีความพร้อมในการขยายการลงทุนมายังเอเชีย โดยประเทศเหล่านี้ศึกษาตลาดและเลือกที่จะลงทุนในไทยเป็นอันดับต้นๆ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพ ความพร้อมของประเทศไทย"
          นอกจากนี้จากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทไทยและดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักธุรกิจรายย่อยไทย ที่สนใจจะลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์จากสหรัฐฯ จากค่าเงินบาทไทยที่แข็งค่าขึ้น ทำให้สามารถซื้อไลเซนส์แฟรนไชส์สหรัฐฯ ได้ถูกลงกว่าเมื่อก่อนมาก
          การขยายตลาดแฟรนไชส์จากสหรัฐฯในปีนี้ ยังถือเป็นครั้งใหญ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์สหรัฐฯในไทยราว 18-20 แบรนด์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% ของจำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ต่างชาติในไทยที่มีอยู่ราว 15% และที่เหลือ 85% เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ท้องถิ่นในไทย ที่ปัจจุบันตลาดรวมแฟรนไชส์ในไทยมีราว 370 แบรนด์ในธุรกิจทุกประเภท
          สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์จากสหรัฐฯ ทั้ง 12 แบรนด์ จะเปิดตัวพร้อมแนะนำให้กับผู้สนใจในงาน ยูเอสเอแฟร์ ที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม-2 มิถุนายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสและจับคู่ทางธุรกิจให้กับพันธมิตรที่สนใจ ขยายการทำตลาดร่วมกัน ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
          อย่างไรก็ตาม นอกจากการขยายธุรกิจแฟรนไชส์กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม และยานยนต์แล้ว ในอนาคตสหรัฐฯยังมีแผนขยายการลงทุนธุรกิจประเภทอื่นๆ เข้ามาในไทยมากขึ้น จากโอกาสในตลาดเอเชียและอาเซียนที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะไทยที่จะเป็นฮับทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

เศรษฐีลาวข้ามโขงซื้อคอนโดฯชี้ขอนแก่น-อุดร-หนองคายสุดร้อนรับเออีซี-ไฮสปีดเทรน



 คอลลิเออร์ส ชี้โครงการไฮสปีดเทรนและเออีซี ดันธุรกิจอสังหาฯต่างจังหวัดขายดี เผยตลาดขอนแก่น-อุดร-หนองคาย ยังร้อนแรงเศรษฐีลาวแห่ช็อป ดีเวลอปเปอร์รายเล็กหวังเกาะกระแสขาขึ้น ผุดโครงการคอนโดมิเนียม ดันราคาขายคอนโดฯดีดตัวกว่า 5-10% ในขณะที่ที่ดินเกาะแนวรถไฟฟ้าพุ่งกว่า 100%
          นายสุรเชษฐ กองชีพ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่าตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดขอนแก่นอุดรธานี-หนองคายกว่า 80% เป็นโครงการบ้านจัดสรร แต่เมื่อมีการประกาศเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ประกอบกับรัฐบาลมีแผนที่จะพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน)ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในส่วนคอนโดมิเนียมทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีความคึกคักเป็นพิเศษ
          ทั้งนี้จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดในเขตอำเภอเมืองของ 3 จังหวัด พบว่า มีคอนโดมิเนียมทั้งหมดที่อยู่ในตลาด 10,010 ยูนิต โดยประมาณ 5,588 ยูนิตเป็นโครงการที่เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2550 และอีกราว 3,293 ยูนิต เปิดขายในช่วง 4 เดือนแรกของปี2556 โดยไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย
          ในขณะที่ความต้องการของตลาดคอนโดมิเนียมในจังหวัดขอนแก่นและอุดรธานีนั้น อัตราการขายได้ทั้ง 2 พื้นที่มากกว่า 80% โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรธานีที่มีสัดส่วนการขายได้สูงถึง 88% เนื่องจากคอนโดมิเนียมในจังหวัดอุดรธานียังมีจำนวนยูนิตที่อยู่ระหว่างการขายในตลาดน้อยกว่าจังหวัดขอนแก่นมาก จึงส่งผลให้โครงการที่อยู่ระหว่างการขายส่วนใหญ่สามารถปิดการขายได้มากกว่า 90% โดยประมาณ 25% ซื้อเพื่อเก็งกำไร กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคน ในพื้นที่และเป็นผู้ซื้อจากสปป.ลาว
          ส่วนพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในช่วงระหว่างปี 2555 จนถึงต้นปี 2556 มีโครงการที่เปิดขายใหม่เป็นจำนวนมาก โดยมีคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมดประมาณ 7,120 หน่วย และสามารถปิดการขายไปแล้วประมาณ 80% ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่โครงการคอนโดมิเนียมได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมากทั้งจากลูกค้าในพื้นที่และจากสปป.ลาว โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ด้วยจำนวนรวมมากกว่า 1,600 ยูนิต ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สามารถปิดการขายได้แล้วมากกว่า 90%
          "จากยอดขายดังกล่าวเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ นำที่ดินในครอบครองมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น บางรายก็เป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ต่างสาขาธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการที่มีโรงงานอุตสาหกรรม บางรายก็อยู่ในสายธุรกิจก่อสร้าง โดยเหตุผลหลักในการลงทุนมาจาก 2 เหตุผลหลักคือ 1. ตามกระแสรายใหญ่ และ 2. หาช่องว่างทางการตลาดที่ไม่ชนกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ" นายสุรเชษฐ กล่าว
          สำหรับราคาขายเฉลี่ยของคอน โดมิเนียมในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีและหนองคายอยู่ในช่วงระหว่าง 4.5-5.5 หมื่นบาทต่อตร.ม. ในขณะที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นเริ่มที่ประ มาณ 2.26-9.06 หมื่นบาทต่อตร.ม. โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.15 หมื่นบาทต่อตร.ม. ทั้งนี้คาดว่าราคาขายเฉลี่ยจะมีการปรับขึ้นอีกประมาณ 5-10% สืบเนื่องจากการมีปัจจัยเร่งอย่างโครงการไฮสปีดเทรนและเส้นทางการเชื่อมต่อกับสปป.ลาว รวมทั้งจีนที่ช่วยผลักดันให้ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
          "จากการสำรวจราคาที่ดินในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาของทั้ง 3 จังหวัด พบว่าในบางพื้นที่มีการปรับตัวขึ้นถึง 100% โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกาะตามแนวรถไฟความเร็วสูง ปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 18-20 ล้านบาทต่อไร่ หรือ 4-5 หมื่นบาทต่อตร.ว. เมื่อเปรียบเทียบ 2-3 ปีก่อนขายเพียง 1-3 หมื่นบาทต่อตร.ว. เท่านั้น และเมื่อโครงการมีความชัดเจนมากขึ้น คาดว่าที่ดินในทั้ง 3 จังหวัดนี้ก็จะได้รับอานิสงส์เต็มที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ต่างกว้านซื้อหาที่ดินในจังหวัดดังกล่าวก่อนราคาที่ดินจะแพงขึ้น แต่หากพิจารณาในความเป็นจริงแล้ว ต่างจังหวัดไม่เหมือนกรุงเทพฯ เนื่องจากยังมีที่ดินที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร และราคาไม่แพงมากอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นคอนโดมิเนียมจึงยังไม่ใช่ตัวเลือกแรกในการซื้อที่อยู่อาศัยของคนต่างจังหวัด" นายสุรเชษฐ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ 


วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขอเชิญประกวดคลิปสั้น เงินรางวัลสูงถึง 30,000 บาท !!! ไม่จำกัดเพศ อายุ เดี่ยวหรือทีมก็ได้ ในหัวข้อ "วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมกับการพัฒนาจังหวัดขอนแก่น "


   รางวัลชนะเลิศ  30,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร (1 รางวัล)
   รองชนะเลิศ      15,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร (1 รางวัล)
   รางวัลชมเชย      5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร (3 รางวัล)
                                                  โดยความยาวของคลิปไม่เกิน 3 นาที
                              Download ใบสมัครได้ที่ www.ecberkku.com หรือ www.facebook.com/ecberkku  
                                      หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 043-202566 คุณเฉลิมชัย/คุณสิรินทรา

                                        ส่งใบสมัครและผลงาน ได้ตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2556 นะคะ !!!

                                      
                                     

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เจาะเทคนิคลงทุน "อพาร์ตเมนต์" มหา'ลัย-ในเมือง ทำเลแบบนี้...ใช่เลย


          ในบรรดาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท "อพาร์ตเมนต์" เป็นหนึ่งในตัวเลือกของการลงทุนที่น่าสนใจ สำหรับคนที่มีที่ดินและเงินทุน เพราะให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอเฉลี่ยปีละ 8-9% ของเงินทุน หากเลือกทำเลที่ใช่ กลุ่มเป้าหมายถูกต้อง มีโอกาสเก็บกินยาว
          ซัพพลาย 14 จังหวัด 4.6 แสนห้อง
          จากข้อมูล "KK-ธนาคารเกียรตินาคิน" โดยฝ่ายสินเชื่อธุรกิจอพาร์ตเมนต์พบว่า ปี'55 ตลาดอพาร์ตเมนต์ใน 14 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรีพัทยา เชียงใหม่ 
ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานี นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์หัวหิน ภูเก็ต และสงขลา มีอพาร์ตเมนต์รวมกันประมาณ 459,800 ห้อง ในจำนวนนี้สัดส่วน 75% อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีก 25% อยู่ในต่างจังหวัด
          อพาร์ตเมนต์ที่จับกลุ่มลูกค้า "คนทำงาน" มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 92% ส่วนลูกค้า "นักศึกษา" มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 94% ตลาดที่จับกลุ่ม "แรงงาน" อัตราเข้าพักค่อนข้างอ่อนไหวจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม การลดต้นทุนของผู้ประกอบการโรงงาน
          ย่านแคมปัส-กลางเมืองน่าลงทุน
          ล่าสุด KK จัดสัมมนา "การเริ่มต้นธุรกิจอพาร์ตเมนต์ให้ซักเซส ไม่ยากอย่างที่คิด" นำเสนอข้อมูลโฟกัสพื้นที่ "กรุงเทพฯ-ปริมณฑล" เป็นหลัก มีการชี้เป้า "ทำเลเด่น" เน้นเจาะกลุ่มผู้เช่า "คนทำงาน-นักศึกษา" แบ่งทำเลตามการแข่งขันเป็น 3 ระดับ ดังนี้
          1.ทำเลที่การแข่งขันยังต่ำ ได้แก่ ม.กรุงเทพ ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) และ ม.รังสิต 2.ทำเลที่มีการแข่งขันปานกลาง ได้แก่ โซนรัชดาภิเษก สุขุมวิทตอนปลาย (อ่อนนุชบางนา) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ลาดกระบัง ลาดพร้าว รามคำแหง แจ้งวัฒนะ วงเวียนใหญ่ และเกษตร-งามวงศ์วาน 3.ทำเลที่มีการแข่งขันสูง ได้แก่ ม.ราชมงคล คลอง 6 และ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต
          เปิดทำเลนักศึกษาเช่า 100%
          เจาะรายละเอียดทำเลที่การแข่งขันต่ำ ผลสำรวจพบว่า บริเวณ "ม.กรุงเทพ" มี 35 โครงการ จำนวน 5,112 ห้อง กระจายอยู่ในบริเวณซอยรังสิตภิรมย์ และฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 3,000-6,000 บาท อัตราเข้าพักเฉลี่ย 98% และเป็นนักศึกษา 100%
          "ม.รังสิต" มี 58 โครงการ 5,758 ห้อง กระจายอยู่ในบริเวณแนว ถ.เอกประจิม ถ.เอกทักษิณ ถ.เอกเจริญ  ซอยวัดนาวงศ์ และถนนหลังมหาวิทยาลัย ค่าเช่าเฉลี่ย 4,000-8,000 บาท อัตราเข้าพักเฉลี่ย 93% เป็นนักศึกษา 100%
          "ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ" มี 70 โครงการ 4,525 ห้อง กระจายตัวอยู่บริเวณด้านหลังมหาวิทยาลัย ซอยวงศ์สว่าง 11 ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ถ.พิบูลสงคราม และซอยพิบูลสงคราม 6 ค่าเช่าเฉลี่ย 2,500-4,500 บาท อัตราเข้าพักเฉลี่ย 97% และเป็นนักศึกษา 100%
          "ม.พระจอมเกล้าธนบุรี" มี 27 โครงการ 2,283 ห้อง ค่าเช่าเฉลี่ย 2,000-3,500 บาท กระจายตัวตามแนว ถ.พุทธบูชา ถ.ประชาอุทิศ และ ถ.ประชาอุทิศต่อเนื่องสุขสวัสดิ์ อัตราเข้าพักเฉลี่ย 97% เป็นคนทำงาน 80% นักศึกษา 20%
          ส่วนทำเลที่มีการแข่งขันปานกลาง ยกตัวอย่างคือ "อนุสาวรีย์ชัยฯ" มีถึง 111 โครงการ 11,461 ห้อง กระจายอยู่ในซอยรางน้ำ ซอยราชวิถี ซอยย่อยศรีอยุธยา ซอยหมอเหล็ง ค่าเช่าเฉลี่ย 4,000-8,000 บาท อัตราเข้าพัก 95% แบ่งเป็นคนทำงาน 70% นักเรียน-นักศึกษา 95%
          2 ปี ค่าเช่าขยับ 10-14%
          ธ.เกียรตินาคินชี้ว่า กลุ่มลูกค้าอพาร์ตเมนต์ที่น่าสนใจคือ "นักศึกษา- คนทำงาน" เพราะนับจากปี 2553-2555 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลุ่มนักศึกษา, ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% จากเดือนละ 3,500 บาท เป็น 4,000 บาท กลุ่มคนทำงาน, ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% จากเดือนละ 5,000 บาท เป็น 5,500 บาท
          ในด้านค่าเช่าแบ่งได้ 3 ระดับ คือ 3,000-4,000 บาท/เดือน, 4,000-6,000 บาท/เดือน และ 6,000-8,000 บาท/เดือน พบประเด็นที่สนใจ 3 ข้อ คือ 1.ระดับราคาที่ตลาดตอบรับดีทั้ง 2 กลุ่ม คือช่วง 3,000-4,000 บาท/เดือน มีขนาด
          ห้อง 22-23 ตารางเมตร 2.ห้องเช่าราคาเดือนละ 6,000-8,000 บาท หากเป็นนักศึกษาจะต้องการห้องประมาณ 40 ตารางเมตร และต้องการฟิตเนส-สระว่ายน้ำ
          ส่วนกลุ่มคนทำงานจะต้องการห้องขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร โดยไม่ได้คาดหวังมีฟิตเนส- สระว่ายน้ำ และ 3.กลุ่มที่เช่าระดับราคา 4,000-6,000 บาท หากเป็นคนทำงานจะต้องการลิฟต์และเครื่องทำน้ำอุ่น แต่นักศึกษาจะไม่ได้คาดหวัง
          ประเด็นที่น่าสนใจคือคำถามที่ว่า... หากจะลงทุนทำอพาร์ตเมนต์ ขนาด "หน้ากว้าง" ของห้องแค่ไหนจึงเหมาะสม ? ผลวิจัยพบว่า ห้องหน้ากว้าง "5.10 เมตร" คือจุดกึ่งกลางที่เหมาะสม เพราะไม่แคบจนเกินไป ขณะเดียวกัน เป็นขนาด สแปนเสาห้อง (ระยะห่างระหว่างเสา) ที่สามารถทำที่จอดรถได้ 2 คันพอดี จึงไม่เหลือพื้นที่ส่วนเกินสำหรับที่จอดรถมากนัก
          ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคการลงทุนอพาร์ตเมนต์ให้ได้กำไรใน พ.ศ.นี้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ