วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

ททท.ขอนแก่น ชวนประกวดคลิปวีดีโอ


                ททท. สำนักงานขอนแก่น ได้ส่งเสริมและกระตุ้นเส้นทางท่องเที่ยว ไดโนเสาร์สะออน : ขอนแก่น  กาฬสินธุ์เส้นทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย โดยจัดกิจกรรมการประกวดคลิปวีดีโอความยาวไม่เกิน 5 นาที ในหัวข้อ ไปเที่ยวกัน...ไดโนเสาร์ สะออน : ขอนแก่น – กาฬสินธุ์”  ตัดสินรางวัลจากยอดการชมคลิปวีดีโอทางสื่อสังคมออนไลน์ Youtube ชิงรางวัล แพ็คเกจห้องพัก  2  คืน  ในโรงแรมชั้นนำแห่งเมืองขอนแก่น แจกต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ 6 รางวัล  และชิงรางวัลใหญ่แพ็คเกจ บินไปกลับ ขับรถเที่ยว 2 วัน ที่ใจกลางอีสานนอกจากนี้ยังแจกเสื้อยืดไดโนเสาร์สะออน สำหรับทุกคลิปที่ส่งร่วมสนุกอีกด้วย
          การจัดกิจกรรมประกวดคลิปวีดีโอครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก  บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) บริษัท ไทย เร้นท์ อะ คาร์ (1978)จำกัด โรงแรมราชาวดี รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล โรงแรมบุษราคัม โรงแรมโฆษะ โรงแรมเจริญธานีขอนแก่น โรงแรมเซ็นทารา คอนเวนชันเซ็นเตอร์ ขอนแก่น และ โรงแรมพูลแมน  ขอนแก่น ราชาออคิด ในการสนับสนุนรางวัลการจัดประกวด 
          ผู้สนใจสามารถติดตามกติกาการประกวดได้ที่www.facebook.com/TAT.KhonkaenOffice  และส่งผลงานร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม  2556  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ททท.สำนักงานขอนแก่น  โทร  0 4322 7714 – 6
ที่มา : โพสต์ทูเดย์ 

ททท.ดัน'อีสาน'ฮับเที่ยวเออีซี ออกแบบ5กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์


ททท.ปั้นท่องเที่ยวอีสานรับศูนย์กลางเออีซี หวัง รายได้หลังปี 58 เติบโตมากกว่า 10% วางกลยุทธ์ออกแบบ 5 กลุ่มสินค้าฉีกแนวเน้นไลฟ์สไตล์ครอบคลุมทุกตลาด
             นายธวัชชัย อรัญญิก รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้วางกลยุทธ์กระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจัดโครงการ "อีสาน Lets Go" ออกแบบสินค้า 5 กลุ่มท่องเที่ยวครอบคลุม เป้าหมายทุกเซกเมนต์ เพื่อเป้าหมายเพิ่มจำนวนคนไป เที่ยวอีสานเป็น 22 ล้านคนครั้งในปีนี้ และทำรายได้เป็น 4.8 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ปลุกกระแสต่อเนื่อง ก่อนการเปิดเออีซี ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้ภาคอีสานเป็น ด่านสำคัญในเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพราะมีเมือง ติดชายแดน อาทิ หนองคาย มุกดาหาร นครพนม เป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กระจาย ไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก อาทิขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และคาดว่าหลังจากเปิดเออีซี การท่องเที่ยว อีสาน จะเติบโตก้าวกระโดดระดับ 10% ขึ้นไป
             ประเดิมกิจกรรมแรก จับมือกับนิตยสารหนีกรุง จัดคอนเสิร์ต "หนีกรุง โก โรแมนติค อาร์ต แอนด์ เฟสติวัล" วันที่ 30 มี.ค.นี้ กระตุ้นให้ธุรกิจโรงแรมย่านเขาใหญ่มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยกว่า 90% ขณะที่ หมวดสินค้า 5 กลุ่ม ประกอบด้วย Go เพลินบุญ เน้นท่องเที่ยวเชิงศาสนา ,Go เพลินกาย เน้นกิจกรรม เชิงสร้างสรรค์สุขภาพกายและใจในวิถีท้องถิ่น, Go เพลินศิลป์ เสนอจุดเด่นสินค้าชุมชนที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ,Go เพลินหรู เสนอสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่าง และ Go เพลินฮัก เน้นท่องเที่ยวโรแมนติก
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 

ชี้รถไฟเร็วสูงปลุกอสังหาฯตวจ.คึก ผู้ลงทุนมองเส้นกรุงเทพฯ-หัวหินเอื้อเศรษฐกิจมากสุด


            ผลสำรวจชี้รถไฟฟ้าความเร็งสูงหนุนคนตัดสินใจซื้อคอนโดต่างจังหวัด เชียร์ผุดเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่นำร่อง ด้านผู้ลงทุนมองเส้นกรุงเทพฯ-หัวหินเอื้อต่อเศรษฐกิจมากสุด กระตุ้นโครงการที่อยู่อาศัยขยายตัวรับนักท่องเที่ยว ขณะที่ค่ายอสังหาฯ เฮโลลงทุนในต่างจังหวัดดันราคาที่ดินพุ่ง
          นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากการสำรวจเรื่องความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม แบบใกล้โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงใน 57 พื้นที่ของ 3 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี ที่บริษัทร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จัดทำขึ้น พบว่า การดำเนินนโยบายเกี่ยวกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมของผู้บริโภคในสัดส่วนถึง 87.8% โดยเส้นทางที่กลุ่มตัวอย่างต้องการให้เกิดขึ้นก่อนเป็นเส้นทางแรกคือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ตามด้วย กรุงเทพฯ-นครราชสีมา, กรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-ระยอง
          ทั้งนี้ ในฐานะนักลงทุนมองว่า เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน เอื้อต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมประเทศเพราะเส้นทางนี้จะผ่านจังหวัดท่องเที่ยวอย่าง สมุทรสงคราม (แม่กลอง) และเพชรบุรี ก่อนจะไปถึงสถานีปลายทางหัวหิน ทำให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในจังหวัดต่างๆ เหล่านี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเดิมอยู่แล้ว ทำให้นักพัฒนามีความเสี่ยงไม่มาก หากลงทุนในธุรกิจโรงแรม หรือศูนย์การค้าจึงน่าจะมีศักยภาพและคุ้มค่ากว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
          อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่า นักพัฒนาที่ดินส่วนใหญ่เน้นการขยายการลงทุนไปตามหัวเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก โดยไม่รอการขยายตัวของรถไฟฟ้าความเร็วสูง ส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคต่างๆ มีอัตราการเติบโตสูง โดยเฉพาะภาคอีสาน ปัจจุบันผู้ประกอบการให้ความสนใจลงทุนที่ จ.นครราชสีมา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยหลายแห่งให้ความสนใจจะนำที่ดินชานเมืองมาพัฒนาเป็น "กรีน ซิตี้" ส่วนขอนแก่นพบว่าปัจจุบันผู้ประกอบการลดความสนใจน้อยลง เพราะมีอัตราการเติบโตมาได้ 2 ปีแล้ว ส่วนอีกเมืองที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจไปลงทุนเป็นอย่างมากในขณะนี้ โดยไม่ต้องรอการขยายตัวของรถไฟฟ้าความเร็วสูงคือ อุดรธานี

          ด้านนางพรพรรณ วีระปรียากูล อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง และหัวหน้าหน่วยวิจัยเฉพาะทางสถาปัตยกรรมเพื่อนวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น คือ ที่ดินใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีพฤติกรรมไม่ค่อยย้ายถิ่นฐาน หากซื้อที่อยู่อาศัยมักจ่ายเป็นเงินสด จึงมั่นใจว่าอัตราการเติบโตยังมีสูง
ที่มา : คม ชัด ลึก

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

อสังหาฯอีสานไม่หวั่น"ฟองสบู่"แบงก์เข้มสินเชื่อ


           อสังหาฯอีสานไม่หวั่นฟองสบู่แตกผู้ประกอบการระบุมี "ดีมานด์จริง" มั่นใจแบงก์ชาติคุมอยู่ เข้มปล่อยสินเชื่อ ส่วนปัญหาแรงงานหนีทำงานเกษตรใกล้บ้าน เหตุได้ค่าแรงเท่ากัน ส่งผลกระทบส่งมอบคอนโด
          นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการกำกับการดำเนินงานของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) และ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การลงทุนอย่างคึกคักของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภาคอีสานโดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ขอนแก่น
 อุดรธานี และ นครราชสีมา ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะการเกิดภาวะฟองสบู่ เพราะสถานการณ์เวลานี้แตกต่างจากปี 2540 ที่ภาคอสังหาฯ เติบโตกระจายไปทั่วประเทศเทียบขณะนี้ขยายตัวและเติบโตเฉพาะจุดเท่านั้น แต่ครั้งนี้มีการลงทุนหนาแน่นบางจังหวัด
          "ฟองสบู่เป็นการซื้อแบบเก็งกำไร ไม่ใช่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยอย่างแท้จริง แต่กรณีนี้ เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัย เพราะมีความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ในภาคอีสานเองมีการลงทุน ซื้อขาย คึกคักในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ไม่เกิดภาวะฟองสบู่แตกแน่นอน และแบงก์ชาติเองได้ดูแลตลอดเวลาหากพบมีการปล่อยกู้เพื่อลงทุนและปล่อยกู้เพื่อซื้ออสังหาฯ เกินความเป็นจริง ก็อาจต้องมีมาตรการออกมาควบคุม" นายณรงค์ชัยกล่าวและว่า
          การซื้อขายอสังหาฯ ต้องกำหนดให้สถาบันการเงินปล่อยกู้น้อยลง แต่ให้ผู้ซื้อนำ"เงินตัวเอง" ซื้อมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกอีกรอบ
          นายอภิชาติ สินธุมา ผู้จัดการภูมิภาค บริษัท ซีพีแลนด์ จำกัด กล่าวว่า หากเกิดฟองสบู่ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ธนาคารที่ปล่อยกู้  ผู้ซื้อ และกลุ่มนายทุนที่เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งธนาคารมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น โดยพิจารณาจากตัวบุคคลเพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่ จะใช้ทุนส่วนตัวไม่ได้กู้จากสถาบันการเงินมากนัก หรือ กู้เพียงบางส่วน เนื่องจากแบงก์ไม่ปล่อยกู้ 100% เพราะเกรงเกิดปัญหาเอ็นพีแอลเช่นกัน นอกจากนี้ ตัวผู้ซื้อ มีความต้องการจริง  ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แต่หลังจากนั้น น่าจะเป็นความต้องการเทียมมากกว่าหากมีการจองในปีนี้
          สำหรับซีพีแลนด์ได้ขยายการลงทุนในหัวเมืองใหญ่ ทั้ง
ขอนแก่น สกลนคร อุดรธานี อุบลราชธานี และ นครราชสีมา เพราะมั่นใจในโอกาสการเติบโต ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นประชาชนในพื้นที่ มีความต้องการจริง  อาทิ กลุ่มผู้ปกครองที่มีลูกเรียนในมหาวิทยาลัย จะซื้อคอนโดฯ แทนการเช่าบ้าน หรือ เช่าห้องพัก เพราะได้ประโยชน์และคุ้มค่า เก็งกำไรในอนาคตได้ด้วย
          แต่สิ่งที่น่าห่วง คือ ปัญหาค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้คนงานหางานใกล้บ้าน ไม่อยากทำงานก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะไปทำงานในภาคเกษตรมากขึ้น ทำให้ขาดแคลนแรงงานในการก่อสร้างเป็นอย่างมาก และอาจทำให้การส่งมอบคอนโดล่าช้า  จากกำหนดส่งมอบภายใน 12 เดือน ต้องเลื่อนเป็น 14-15 เดือน รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขเรื่องการใช้แรงงานต่างด้าวเพื่อทำงานในประเทศได้มากขึ้น
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

สัตวแพทย์' ขอนแก่นรับมืออาเซียน


            สพ.ญ.สุณีรัตน์ เอี่ยมละมัย คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัขอนแก่น (มข.) เปิดเผยถึงนโยบายการผลิตบัณฑิตของคณะสัตวแพทยศาสตร์ เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนว่า การผลิตบัณฑิตของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มีความเข้มแข็งที่จะเข้าสู่การทำงานของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้านภาษาอังกฤษ ด้านการเรียนการสอน และมีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป เช่น ประเทศสวีเดน เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศในเอเชีย เช่น มาเลเซีย จีน เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้บัณฑิตที่จบจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มข. เตรียมความพร้อมก่อนออกไปทำงาน นอกจากนี้ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มข. เป็นคณะที่เก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมี โรงพยาบาลสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ถือเป็นศูนย์กลางที่จะช่วยประเทศเพื่อนบ้านในแถบลุ่มน้ำโขงได้ด้วย ฉะนั้นการบริการ การให้ความรู้แก่ประชาชนไทย และประชาชนเพื่อนบ้านในด้านสัตวแพทย์ ได้มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาพอสมควร
          "ส่วนเรื่องภาษา นอกจากส่งเสริมภาษาอังกฤษแล้ว ยังส่งเสริมภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้" และบุคลากรอาจารย์ของเราจบการศึกษาจากต่างประเทศมากกว่าครึ่ง ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจส่งลูกหลานมาเรียนที่ มข. หากมีคำแนะนำ หรืออยากให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ มข.ปรับปรุงแก้ไข ทั้งด้านการเรียนการสอนและการบริการสุขภาพสัตว์ สามารถติดต่อได้ที่ โทร.08-1662-1170" สพ.ญ.สุณีรัตน์กล่าว
ที่มา : มติชน 

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

มข.จัดสัมมนายกระดับครูสังคมเสริมความรู้สู่ประชาคมอาเซียน


รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ประธานในพิธีเปิดโครงการ สัมมนาเชิงปฏิบัติการ "ยกระดับครูสังคมศึกษา สู่ประชาคมอาเซียน ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21" ว่า การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยครูยุคใหม่ต้องปรับปรุงแนวทางการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทดังกล่าว ซึ่งการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครู ผู้สอนเกิดความรู้ความเข้าใจและเห็นความสำคัญในบทบาทของครู ตามกระบวนการเรียนรู้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 นำไปสู่การสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนทัศคติ และแนวทางการสอนของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา
          รศ.ลัดดา ศิลาน้อย อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มข.ในฐานะที่ปรึกษา และวิทยากรโครงการ เผยว่า กลุ่มประเทศสมาชิกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ พร้อมใจกัน รวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) การพัฒนาด้านการศึกษาถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทุกประเทศได้ให้ความสำคัญในการปรับปรุงการศึกษาภายในประเทศของตนเอง เพื่อให้พร้อมรับกระแสการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษใหม่ บนแนวคิดสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้สอดคล้องกับการพัฒนาการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อันประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับโลก ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจและการเป็น ผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี ความรู้ด้านสุขภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ประสพผลสำเร็จ จำเป็นจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน 4 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานและการเรียนรู้ หลักสูตรและการเรียนการสอน การพัฒนาครูและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
          สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะของสถาบันการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์การสอนวิชาสังคมศึกษา จึงจัดกิจกรรมสำหรับครูสังคมศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษาของสังคมโลก อันจะเกิดผลดีต่อครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ในการจัดการการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกกระบวนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เชิงวิพากษ์ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งจะส่งผลต่อการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน และเป็นการปรับเปลี่ยนทัศคติแนวทางการสอนของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาของสังคมไทย สู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้ มีครูจากทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้สนใจจากหลากหลายวิชาชีพเข้าร่วมโครงการ ณ คณะศึกษาศาสตร์ เป็นจำนวนมาก
          นางนงลักษณ์ วงษ์ศรีแก้ว ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จังหวัดอุดรธานี ตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้กล่าวว่าโครงการฯนี้เป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ สามารถนำไปปรับใช้กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ครูทุกคนต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยจะเริ่มนำไปปรับใช้ในการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมที่โรงเรียนของตนเอง
ที่มา : บ้านเมือง 

'พีทีจี'ทุ่มพันล.ผุด155ปั๊มทั่วประเทศ


 พีทีจี"ทุ่ม 1 พันล้านบาท ตั้งเป้าขยายสถานีบริการน้ำมันพีทีเพิ่มเป็น 729 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ ชูกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ยึดถนนสายรองเลี่ยงคู่แข่งรายใหญ่ เน้นลงทุนภาคอีสานเป็นหลัก
          นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัทมีแผนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในการขยายสาขาของสถานีบริการน้ำมันพีที โดยตั้งงบลงทุน 1,020 ล้านบาท ในระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2556-2557 ซึ่งการลงทุนหลักคือ การขยายสถานีบริการน้ำมันพีที 640 ล้านบาท การขยายร้านกาแฟพันธุ์ไทย และร้านสะดวกซื้อแมกซ์มาร์ท ประมาณ 100 ล้านบาท การ Re-Brand 60 ล้านบาท และการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ 60 ล้านบาท

          สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทจะเพิ่มสถานีบริการน้ำมันและปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่รวม 155 สถานี ในจำนวนนี้เป็นสถานีบริการน้ำมันที่เป็นของบริษัทและบริหารงานโดยบริษัท 130 แห่ง ส่วนอีก 25 แห่งเป็นของตัวแทนจำหน่าย คาดว่าในอีก 5 ปีจะมีสถานีบริการน้ำมันพีทีเพิ่มขึ้นประมาณ 100 แห่ง โดยในปี 2556 จะมีสถานีบริการน้ำมันพีทีรวม 729 แห่ง เป็นของบริษัท 527 แห่ง และของตัวแทนจำหน่าย 202 แห่ง จากในปี 2555 ที่มีสถานีบริการน้ำมันรวม 574 แห่ง เป็นสถานีบริการของบริษัท 397 แห่ง และของตัวแทนจำหน่าย 177 แห่ง

          "กลยุทธ์หลักของเราคือการขยายตัวแบบป่าล้อมเมือง ปล่อยให้ถนนสายหลักเป็นสนามแข่งขันของค่ายใหญ่ แต่พีทีจีจะแข่งขันในถนนสายรองซึ่งยังมีพื้นที่ว่างให้เจาะตลาดอีกมาก และคู่แข่งยังไม่ให้ความสนใจ แต่พีทีจีเห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และสร้างรายได้อย่างมั่นคง โดยตั้งเป้าว่าจะขยายสถานีบริการให้ได้ 1 อำเภอ 1 แห่งทั่วประเทศ และเน้นขยายลงทุนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมีความต้องการใช้น้ำมันสูงสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น"

          นอกจากนั้น บริษัทยังมีแผนเพิ่มจำนวนรถบรรทุกน้ำมันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และรองรับปริมาณการขนส่งน้ำมันที่คาดว่าจะ เพิ่มขึ้นในอนาคตจากการลงทุนขยาย สถานีบริการและการเติบโตของธุรกิจค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิง โดยในช่วง 2 ปีนี้จะซื้อรถบรรทุกน้ำมันและรถพ่วงบรรทุก น้ำมันประมาณ 80 คัน รวมทั้งการลงทุนร้านกาแฟสดในสถานีบริการพีที ภายใต้ชื่อ"กาแฟพันธุ์ไทย" โดยในปีนี้จะขยายร้านกาแฟพันธุ์ไทยและลงทุนร้านสะดวกซื้อแมกซ์มาร์ทในสถานีบริการน้ำมันพีทีประมาณ 20 แห่ง

          อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 พีทีจีมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ 41,723.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,906.97 ล้านบาท คิดเป็น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 359.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 133.57 ล้านบาท คิดเป็น 59% ซึ่งเป็นผลจากการขยายสถานีบริการ การเพิ่มจำนวนรถบรรทุกน้ำมันเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ