วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อาเซียน..บีบ! ปี58น้ำตาลไทย..ไปทางไหน?


          น้ำตาลเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย โดยเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ติด1 ใน 3 ของโลก ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ราคาน้ำตาลไทยอาจต้องใช้ระบบ..ลอยตัว
          เนื่องจากปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำตาลในเมืองไทยไม่ได้อิงกับราคาตลาดโลกเพราะฉะนั้นไม่ว่าราคาตลาดโลกจะขึ้นหรือลงก็ไม่ส่งผลกระทบต่อกระเป๋าคนไทยเรายังซื้อน้ำตาลตามราคาควบคุมคือกิโลกรัมละ 22.30-23.30 บาท
          แต่เมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี การใช้ระบบควบคุมจะส่งผลกระทบต่อน้ำตาลไทยทั้งขึ้นทั้งล่องคือหากราคาในตลาดโลกตกต่ำ ราคาขายปลีกในเมืองไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะมีการลักลอบนำเข้าน้ำตาลมาขายในเมืองไทย ในขณะเดียวกันหากราคาขายในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าเมืองไทย ก็จะมีการลักลอบขนน้ำตาลในโควตาก. ซึ่งเป็นน้ำตาลสำหรับบริโภคในประเทศออกไปขายในตลาดเพื่อนบ้าน
          ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเสนอว่าถึงเวลาหรือยังที่ไทยจะลอยตัวราคาน้ำตาลให้เป็นราคาเดียวกับตลาดโลก เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกหรือนำเข้า
          แต่ประเด็นที่ต้องขบคิดคือหากลอยตัวราคาน้ำตาลแล้วจะกระทบต่อชาวไร่อ้อยหรือเปล่า จะมีการนำเงินไปอุดหนุนชาวไร่อ้อยในช่วงราคาตกต่ำเหมือนระบบเดิมหรือเปล่า ซึ่งระบบเดิมนั้นกำหนดสูตรส่วนแบ่งรายได้ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงาน 70-30 คืออ้อยที่ขายไปในตลาดชาวไร่อ้อยจะได้ส่วนแบ่ง 70% โรงงาน30% โดยจะมีการประกาศราคาอ้อยขั้นต้น ด้วยการคำนวณปัจจัยรอบด้านทั้งราคาตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ถ้าราคาอ้อยขั้นต้นสูงในระดับที่ชาวไร่อ้อยรับได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายก็จะต้องหาเงินไปชดเชยส่วนต่างนั้น เช่นราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 56/57 ราคา950 บาทต่อตันอ้อย ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต200 บาท เนื่องจากต้นทุนการผลิตอยู่ที่1,150-1,200 บาท กองทุนอ้อยฯ จะต้องกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส.ไปชดเชยให้ชาวไร่อ้อยตันละ 200 บาทเป็นอย่างต่ำ หากมีอ้อยเข้าสู่ระบบ 100 ล้านตัน ต้องใช้เงินสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท
          เมื่อกองทุนอ้อยฯ กู้เงินมาแล้วก็มีภาระต้องหาเงินไปคืน ธ.ก.ส. ปัจจุบันเงินจำนวนนี้ได้มาจากส่วนแบ่งน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 5 บาทที่ประกาศขึ้นราคาสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จากกิโลกรัมละ 18 บาทเป็น 23 บาท หากเปลี่ยนมาใช้ระบบลอยตัวราคาน้ำตาล เงินส่วนนี้ก็จะหายไป ต้องใช้เงินงบประมาณของประเทศ หากงบประมาณมีปัญหาเงินอาจไม่ถึงมือชาวไร่อ้อย ก็จะกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลทั้งระบบ
          นายบัญชา คันธชมภู รองผู้อำนวยการสำนักกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่าอีกไม่ถึง 2 ปีประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับราคาน้ำตาลให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก ซึ่งวันนี้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง โดยจะเปลี่ยนระบบการค้าน้ำตาลจากการควบคุมราคามาเป็นการลอยตัวราคา แต่ยังติดปัญหาว่าถ้าเปลี่ยนเป็นระบบลอยตัวจะมีส่วนแบ่งเข้าสู่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเท่าไหร่ เพราะกองทุนก็มีภาระต้องอุดหนุนชาวไร่อ้อยทุกปี ปัจจุบันแม้สถานะกองทุนจะดีขึ้นมาบ้างโดยมีหนี้ลดจาก 1.6 หมื่นล้านบาท เหลือ 8 พันล้านบาท แต่ก็อาจต้องกู้เงินล็อตใหม่อีก เพื่อจ่ายชดเชยราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลใหม่ให้กับชาวไร่อ้อย
          สอดคล้องกับนายจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.น้ำตาลขอนแก่นที่ยอมรับว่าการลอยตัวราคาน้ำตาลต้องคุยกันอีกมาก เพื่อไม่ให้กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไร่อ้อย ในส่วนของโรงงานน้ำตาลเองก็แทบไม่มีกำไรจากการขายน้ำตาล โชคดีที่มีอ้อยเข้าสู่ระบบจำนวนมากจึงไม่เจ็บตัว
          ด้านนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดีประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ทีมงานของ ไทยชูการ์ มิลเลอร์ได้สำรวจข้อมูลราคาน้ำตาลทรายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เน้นกลุ่มประเทศอาเซียน โดยใช้ข้อมูลจากสำนักงานการค้าในประเทศต่างๆ ประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเทรดเดอร์น้ำตาลทรายรายใหญ่ของโลก โดยเทียบเป็นสกุลเงินบาท พบว่า น้ำตาลทรายของไทยมีราคาขายปลีกต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนโดยน้ำตาลทรายขาวมีราคาขายปลีกต่อกิโลกรัม อยู่ที่ 22.60 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กิโลกรัมละ 23.60 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ประเทศลาวและกัมพูชา มีราคาขายปลีกน้ำตาลทรายขาว 30-33 บาทต่อกิโลกรัม พม่า 30.01 บาท เวียดนาม 25.50-28.50 บาท มาเลเซีย 25.87 บาทอินโดนีเซีย 33.95 บาท สิงคโปร์ 40.35 บาท ฟิลิปปินส์ 41.20 บาท นอกจากนี้ประเทศที่ต้องบริโภคน้ำตาลทรายในราคาสูงกว่าไทย ได้แก่ ประเทศจีนกิโลกรัมละ 57.09-77.85 บาท ญี่ปุ่น66.90 บาท เกาหลีใต้ 49.50 บาท ออสเตรเลีย 59.75 บาท
          นายสิริวุทธิ์ กล่าวว่า จากราคาขายปลีกน้ำตาลทรายของไทยที่ต่ำที่สุดดังกล่าว ทำให้มีความกังวลว่า เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ซึ่งมีความเสรีในการติดต่อค้าขายกันมากขึ้น หากไทยยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายในเรื่องนี้ ปัญหาการลักลอบนำน้ำตาลทรายในประเทศไปขายต่างประเทศจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น อันจะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลทรายที่กันโควตา ก. ไว้สำหรับบริโภคภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ
          ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัดกล่าวด้วยว่าการนำเสนอข้อมูลเรื่องนี้ให้สังคมได้รับรู้ ก็เพื่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ได้เร่งหาทางป้องกันปัญหาแต่เนิ่นๆ โดยมีหลักคิดอยู่ว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดการขาดแคลนของน้ำตาลทรายที่ใช้บริโภคภายในประเทศ และผลตอบแทนที่ชาวไร่อ้อยจะได้รับในสัดส่วน70% ของรายได้จากการขายน้ำตาลทรายจะต้องคุ้มค่ากับต้นทุนด้านการเพาะปลูก และมีกำไรส่วนต่างที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้อาชีพชาวไร่อ้อยเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง
ที่มา : สยามธุรกิจ

เซ็นทรัลชูซีเอสอาร์เดินหน้าสร้างหมู่บ้านไหมไทย จับมือกรมหม่อนไหมเพิ่มมูลค่าสินค้าสู่สากล


 นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลกล่าวว่า การจัดงานนิทรรศการในครั้งนี้ จะแสดงให้เห็นถึงภาพรวมของโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน ที่ทางกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลมุ่งมั่นดำเนินการมาตลอด 2 ปี โดยมี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก เป็นการสร้างหมู่บ้านไหมไทย โดยมอบทุนหมุนเวียนจำนวนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ให้แก่บ้านหนองหญ้าปล้อง และบ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น รวมทั้งสิ้น 2 ล้านบาท ตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนขึ้น พร้อมกับปรับปรุงร้านค้าและศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไหมไทย โดยได้รับความร่วมมือจากกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการให้ความรู้ด้านการพัฒนาการผลิตไหมไทยอย่างมีคุณภาพ การดำเนินการในระยะแรกเน้นการส่งเสริมชุมชนทั้งสองแห่ง ทั้งในด้านเงินทุน ทักษะการผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย เพื่อให้ชุมชนทั้งสองแห่งสามารถผลิตวัตถุดิบได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมเข้าสู่การดำเนินงานในระยะที่สอง
          ระยะที่สอง เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้รับเกียรติจากคุณภัทรศรัณย์ศรีเลื่อนสร้อย จากแบรนด์ 4X4MAN ร่วมออกแบบลายผ้า เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตวัตถุดิบออกมาได้ตามความต้องการของดีไซเนอร์ คุณศุภกัญญาตฤปต์วรรธนะ  ดีไซเนอร์ จากแบรนด์รองเท้า Croone ที่นำวัตถุดิบจากชุมชนมาออกแบบเป็นสินค้า นอกจากนี้ทางบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลยังได้ร่วมมือกับชุมชน ในการให้ความรู้ ออกแบบและพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด อาทิ การออกแบบกระเป๋าผ้าไหม ริบบิ้นติดกระเช้าท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตตลอดจนบรรจุภัณฑ์และป้ายสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
          ระยะที่สาม สร้างนักออกแบบรุ่นเยาว์ โดยได้รับความร่วมมือจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำนักศึกษาไปศึกษาดูงานที่บ้านหนองหญ้าปล้อง และบ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น จากนั้นร่วมออกแบบลายผ้าและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยกับชุมชน ซึ่งจะนำมาแสดงในนิทรรศการนี้ด้วย
          การดำเนินงานทั้ง 3 ระยะ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้ชุมชนสามารถขับเคลื่อนตัวเองต่อไปได้ในอนาคต รู้จักการปรับตัวให้สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด จนสามารถนำสินค้าของชุมชนไปสู่ตลาดสากลได้
          "โครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน เป็นความภาคภูมิใจของบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลอย่างยิ่ง ที่เรามีโอกาสได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด และการจัดจำหน่าย มาช่วยเหลือชุมชนให้สามารถอุ้มชูตัวเองได้อย่างยั่งยืน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ช่วยให้ทั้งสองชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังเชื่อมั่นว่าจะดียิ่งขึ้นอีกในอนาคตโดยหลังจากนี้ทางบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ก็จะจัดเจ้าหน้าที่อาสาคอยลงพื้นที่อยู่เป็นระยะ เพื่อดูว่าทางชุมชนยังสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้หรือไม่ หากมีปัญหาก็จะร่วมหาทางออก หรือดึงผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่นๆเข้ามาช่วย"นายสุทธิธรรม กล่าวโดยสรุป
          งานนิทรรศการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน เพื่อนำเสนอผลงานการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม โครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน 2555 - 2556 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 10 พฤศจิกายน 2556 ณ ลานเซ็นทรัลคอร์ท ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานของโครงการ ผลิตภัณฑ์ไหมไทย พร้อมผลงานจากนักออกแบบรุ่นเยาว์และนักออกแบบชื่อดัง เปิดโอกาสผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทีมา : พิมพ์ไทย

วิศวะมข.ร่วมมือลาว-กัมพูชา


ผศ.ดร.รัตมณี นันทสาร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. ตั้งเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับต่างประเทศ เพื่อรองรับทิศทางการพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ โดยได้สร้างกิจกรรมด้านการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์อันจะนำไปสู่ความเป็นสากล ดังนั้น เพื่อการพัฒนาสู่เป้าหมายดังกล่าว และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ภาควิชา จึงได้จัดโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว และสถาบันเทคโนโลยีแห่งกัมพูชา ขึ้น เพื่อเป็นการขยายองค์กรทางวิศวกรรมโยธาสู่ความเป็นสากล และเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการให้มีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้นต่อไป
          ด้าน นายณัฐพล หมื่นฤทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ประธานชุมนุมวิชาการวิศวกรรมโยธา เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขัน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทางวิชาการร่วมกับสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์สร้างสรรค์กิจกรรมร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้วย เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยนักศึกษาทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ข้อจำกัดและได้นำทฤษฎีที่เรียนจากห้องเรียนมาประยุกต์ใช้
ที่มา : ข่าวสด

ส่งเสริมปลูกหญ้าเนเปียหนุนสร้างอาชีพยกคุณภาพชีวิต

 นายปรัชญา ทองแท่งไทย นายกเทศมนตรีตำบลวังสวาป อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้าน ปลูกหญ้าเนเปีย ซึ่งจะเป็นพืชที่จะนำสนับสนุนชาววังสวาปได้ปลูก ลักษณะหญ้าตัวนี้จะปลูกง่ายคล้ายกับอ้อย ปลูกง่าย โตเร็ว ตัดได้เร็ว ปีหนึ่งตัดได้ 6 รอบ เพื่อจะได้เป็นรายได้ให้ชาวตำบลวังสวาปได้มั่นคง ได้ดีกว่าปลูกหรือทำสิ่งอื่น ที่จะคอยให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุน เช่น ยางพารา ข้าวโพด ข้าว เป็นต้น ซึ่งไม่เหมาะกับพื้นที่ภูเขาเท่าไหร่ ข้าวควรปลูกที่ลุ่มดีกว่า
           ส่วนหญ้าเนเปีย ถ้าทำได้ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนตำบลสวาปได้ต่อไป และในส่วนของเทศบาลก็พร้อมรับถ่ายโอนอำนาจจากหน่วยงานต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2557 จะรับถ่ายโอน เช่น โรงเรียน รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล แล้วอื่น ๆ เข้ามาสังกัด  และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลแก่ชุมชน และส่วนการบริหารงานเน้นการบริหารงานแบบประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น สมาชิก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชน เพื่อร่วมกันเข้ามาพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญเติบโต เพื่อเข้าสู่ เออีซี ต้องมีการใช้ภาษาและให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนแก่ชุมชน ไม่ใช่ว่าจะเห็นเฉพาะติดธงชาติไว้ตามโรงเรียนต่าง ๆ แต่เราต้องหัดใช้ภาษา หัดพูดภาษา เราถึงจะคุยกับคนต่างชาติรู้เรื่อง ซึ่งจะเป็นแผนพัฒนาบุคลากรผู้นำชุมชนกันต่อไป เพื่อให้มีความรู้เรื่องเออีซีมากขึ้น.

ที่มา : เดลินิวส์ 

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

งานเทศกาลไหมนานาชาติ ปี 2556 สู่ความเป็นสากลรองรับประชาคมอาเซียน


เน้นการจัดกิจกรรมสู่นานาชาติ ทั้งการประชุมวิชาการไหมนานาชาติ, การแสดงไหมและผลิตภัณฑ์ไหมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชาติอาเซียน และเน้นอนุรักษ์ประเพณีผูกเสี่ยวให้คงอยู่คู่ขอนแก่น
          งานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น ที่นิยมเรียกว่า งานไหมหรืองานเทศกาลไหม จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2522 สมัย นายชำนาญ พจนา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ริเริ่มและผลักดันเป็นที่ยอมรับและได้รับความสนใจเท่าทุกวันนี้ ซึ่งในปี 2556 จังหวัดขอนแก่นได้ยกระดับงานไหมสู่สากล เปลี่ยนชื่องานเป็น "งานเทศกาลไหมนานาชาติ ปี 2556" เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
          นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า สำหรับการนับปีงานเริ่มเทศกาลไหม ไม่รวมผูกเสี่ยวครั้งแรกจัดในปี 2522 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2556 รวมทั้งสิ้น 36 ปี ) หากนับปีที่เริ่มมีพิธีผูกเสี่ยวเริ่มปี 2523 ปัจจุบัน จะเป็นปีที่ 32 การจัดงานในปีนี้ เห็นสมควรที่จะยกระดับงานไหมขอนแก่นสู่ความเป็นสากลเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่จะมาถึงในปี 2558 ในปี 2556 ปรับรูปแบบงานสู่ความเป็นสากลภายใต้ชื่องาน เทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยว และงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น (International Silk Festival Pook Xiao Traditional and Cross Fair in Khonkaen เชิญสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา และไทย รูปแบบการจัดงานจัดประชุมสัมมนาจับคู่ธุรกิจระดับ อนุภูมิภาค เรื่องเส้นทางการค้าไหม ณ ลุ่มน้ำโขง (Mekong Silk Road ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2556 เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจไหม การผลิตไหมสู่ตลาดสากล
          โดยเฉพาะเป็นการเน้นการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานไหม ให้ก้าวสู่สากล เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ผ้าไหมของจังหวัดขอนแก่นและของไทยไปสู่อาเซียน, สู่นานาชาติสากล อาทิ การจัดแสดงจำหน่ายผ้าไหม และสินค้าเกี่ยวกับไหม จาก 6 ชาติสมาชิก GMS คือ จีน พม่า ลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา การจัดแสดงนิทรรศการและจำหน่ายผ้าไหมนานาชาติ และจากจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย การประชุมวิชาการเกี่ยวกับผ้าไหม วงจรชีวิตของไหม และการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมจาก 6 ชาติ GMS
          นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่นก็จะยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีการผูกเสี่ยว ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดและอยู่คู่กับจังหวัดขอนแก่นให้คงอยู่สืบไป โดยการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานไหมนานาชาติจะจัดอยู่ในพื้นที่ โดมปรับอากาศ ขนาด 40 x 40 เมตร จำนวน 2 โดม
          การเสวนานวัตกรรมการผลิตไหมโดยผู้เชี่ยวชาญจากจีน สปป.ลาว ธุรกิจไหมระหว่างประเทศโดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว การศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจเยี่ยมชมการผลิตหม่อนไหมในพื้นที่ บ้านหัวฝาย ตำบลปอแดง อำเภอชนบท 75 ครัวเรือนต้นแบบในการผลิตไหม การแสดงและจำหน่ายสินค้าจำหน่ายสินค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมจาก 6 ชาติสมาชิก GMS คือ จีน พม่า ลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2556 ณ บริเวณด้านหน้าพระธาตุขามแก่น ประกอบด้วยบูธต่างประเทศ บูธในประเทศโดมปรับอากาศ การจัดแสดงนิทรรศการผ้าไหมและเดินแฟชั่นผ้าไหม การจัดแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม 6 ชาติสมาชิกลุ่มน้ำโขง 30 พ.ย.-1 ธ.ค.56 การแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน 3-4 ธ.ค.56 การแสดงของเวียดนาม 5-6 ธ.ค.56 การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย โขนจากมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ชุดหนุมานชาญกำแหง 8-9 ธ.ค.56 การแสดง สปป.ลาว จังหวัดขอนแก่นเชิญชวนเที่ยวงานและเลือกซื้อผ้าไหมจากประเทศเพื่อนบ้าน ในงานระหว่างวันที่ 29 พ.ย.56- 10 ธ.ค.56 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น
          นางเกศินี สวัสดี วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ในปีนี้เป็นปีแรกที่จังหวัดขอนแก่นมีการพัฒนาและยกระดับงานไหมฯ ไปสู่ระดับนานาชาติ โดยร่วมกับสำนักงานคณะอนุกรรมการภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชิญชาติสมาชิกประกอบด้วยกัมพูชา จีน ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม แต่ยังคงอนุรักษ์ประเพณีผูกเสี่ยวที่อยู่คู่กับชาวภาคอีสาน และชาวจังหวัดขอนแก่นให้คงอยู่สืบไป ซึ่งในปีนี้จังหวัดขอนแก่นได้มีการค้นหาคู่เสี่ยวในงานเทศกาลไหม และประเพณีผูกเสี่ยวในปีที่ผ่านๆ มา ที่ได้มาผูกเสี่ยว (เป็นเพื่อนกัน) และเชิดชูในงานผูกเสี่ยวปีนี้ สำหรับคู่เสี่ยวกิตติมศักดิ์ที่ทางจังหวัดขอนแก่น คือคู่เสี่ยวของ นายเหงียน ฮิว ดิ้น กงสุลใหญ่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำจังหวัดขอนแก่น กับ ด.ต.พิชิต ศรีวิไล สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขตอำเภอภูเวียง และคู่เสี่ยวของ นายสินใจ มานีวัน รองกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำจังหวัดขอนแก่น คู่เสี่ยวกับ นายวิรัติ นรคนชม ผู้อำนวยการกองช่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
          นายสุชาติ เกติมา ผอ.สถาบันเพื่อความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เปิดเผยว่า ในงานปีนี้สถาบันฯ ร่วมกับจังหวัดขอนแก่นได้เชิญประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย 6 ประเทศ คือ จีน ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา และไทย เข้ามาร่วมงานการประชุมวิชาการและจับคู่เจรจาธุรกิจ เรื่อง "เส้นทางไหมลุ่มน้ำโขง" ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2556 ณ โรงแรมราชาวดีรีสอร์ทแอนด์โฮเต็ล จังหวัดขอนแก่น โดยจะมีการเสวนาการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผ้าไหมในหัวข้อ การค้าผ้าไหมในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความสำคัญและการผลิตไหมสู่ตลาดสากลแนวโน้มและโอกาสการค้าในภูมิภาคและนานาชาติ นวัตกรรมการผลิตไหม โดยจะมีการนำคณะผู้เข้าร่วมสัมมนาจาก 6 ประเทศ ลงพื้นที่อำเภอชนบทไปเจรจาจับคู่ธุรกิจการผ้าไหม เยี่ยมชมดูงานการผลิตผ้าไหม แลกเปลี่ยนธุรกิจไหม นอกจากนี้ก็จะมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าจาก 6 ชาติ สมาชิกลุ่มน้ำโขง (GMS) และการแสดงบูธผ้าไหมไทยของกลุ่มจังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น าฬสินธุ์ และมหาสารคาม และจากภาคต่างๆ
          นายนกรณ์ ไกรอนุพงษา ผอ.ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ในงานนี้กรมหม่อนไหม ได้จัดสร้างโดม ขนาด 40 x 80 เมตรจำนวน 2 หลัง ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการ กระบวนการ ผลิตหม่อนไหม ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตลอดจนการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตผ้าไหม และพิเศษสุดคือ มีการแสดงชุดผ้าไหมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และการแสดงแบบแฟชั่นผ้าไหม ให้ผู้สนใจ และผู้มาเที่ยวงานได้ชมโดยใกล้ชิด ในวันที่ 2 ธันวาคม 2556 นอกจากนี้ก็จะมีการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมจากจีน เวียดนาม พม่า กัมพูชา ลาว รวมทั้งผ้าไหมจากจังหวัดต่างๆในประเทศไทยและจังหวัดขอนแก่นกว่า 70 บูธ การแสดงศิลปวัฒนธรรมของ 4 ชาติ คือ จีน, เวียดนาม, ลาว และไทย ณ เวทีกลางงานเทศกาลไหมนานาชาติฯ พร้อมทั้งให้มีงานมหกรรมอาหารนานาชาติมาจำหน่ายให้ผู้มาเที่ยวชมงาน
          จึงเชิญชวนชาวอีสานร่วมใจผูกเสี่ยวเพื่อสร้างสัมพันธภาพแห่งความรัก ความผูกพันสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอันดีงามของชาวอีสานและปีนี้มีคู่เสี่ยวต่างประเทศด้วยในเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยว และงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2556
ที่มา : บ้านเมือง 

บีโอไอขอนแก่นนำทีมบุกเมียนมาร์เจาะข้อมูลและโอกาสทำธุรกิจ


 บีโอไอนำทีมนักธุรกิจ-นักลงทุนไทยเยือนเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวาในเมียนมาร์ หาลู่ทางใช้เป็นฐานผลิตกระจายสินค้า
          นางสาวรัตนวิมล นารีศุกรีเขตร ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอขอนแก่น) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 25 -29 พฤศจิกายน 2556 บีโอไอขอนแก่นร่วมกับสำนักพัฒนาปัจจัยสนับสนุนการลงทุน จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและเพิ่มศักยภาพการค้าการลงทุนให้แก่นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ณ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ
          กิจกรรมครั้งนี้จะพานักลงทุนไทยเข้าไปยังรัฐฉานเพื่อสำรวจสภาพเศรษฐ กิจ-การค้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผลิตผลทางการเกษตรพร้อมเป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูป และหารือกับบริษัท Man dalay Shweyi Co., Ltd. (Food and Beverage) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างกัน ส่วนกิจกรรมสำคัญอีกประการคือ การนำชมความคืบหน้าโครงการท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา ซึ่งเป็นแหล่งรองรับการลงทุนใหม่ของเมียนมาร์ เพื่อให้นักลงทุนไทยได้เห็นลู่ทางและโอกาสที่จะใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เป็นแหล่งลงทุนและท่าเรือในการกระจายสินค้า
          "สภาพเศรษฐกิจที่เติบโตของเมียนมาร์ ทำให้นักลงทุนหลายประเทศให้ความสำคัญ บีโอไอจึงกำหนดให้เป็นประเทศเป้าหมายเพื่อขยายการลงทุนและสร้างเครือข่ายทางการค้า กิจกรรมครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเมียนมาร์มีความต้องการและกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะสินค้าจากไทยที่กำลังติดตลาดได้รับการสนับสนุนที่ดี ขณะที่ติลาวาก็เป็นแหล่งทุนใหม่ที่จะมีศักยภาพ หากเข้าไปช้านักลงทุนไทยก็จะเสียโอกาส" นางสาวรัตนวิมล กล่าว
          ข้อมูลจาก "ศูนย์ข้อมูลการลงทุนไทยในต่างประเทศ"(Thailand Overseas Investment Center หรือ TOI Center) พบว่ามีนักธุรกิจไทยที่สนใจและแจ้งถึงการตัดสินใจเข้าไปลงทุนในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ เมียนมาร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนามแล้วรวมจำนวน 86 บริษัทจากกิจกรรมสร้างเครือข่ายการลงทุนที่บีโอไอจัดขึ้น และการออกไปเปิดตลาดใหม่ของนักลงทุนเอง
          สำหรับสถิติของผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในเมียนมาร์ ตั้งแต่ปี 2550-2555 พบว่าผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนเป็นอันดับ 1 มูลค่าการลงทุน 5,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อันดับ 2 สิงคโปร์ มูลค่าการลงทุน 3,708 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอันดับ 3 ฮ่องกง มูลค่าการลงทุน 2,639 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอุตสาหกรรมที่เข้าไปลงทุนส่วนใหญ่คือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ การขุดเจาะปิโตรเลียม ประมง อาหารทะเล และค้าส่ง ค้าปลีก
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ทุ่มงบดันเมดิคัลฮับ


สธ. ทุ่ม 2 หมื่นล้านดันยุทธศาสตร์ 5 ปี เมดิคัลฮับ
          นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอยุทธศาสตร์ศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ (เมดิคัลฮับ) 5 ปี ต่อที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง เมื่อเร็วๆนี้ โดยโครงการจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1.การพัฒนาศูนย์กลางการศึกษาวิชาการและการวิจัย มูลค่า 1 หมื่นล้านบาทและ 2.การพัฒนาศูนย์กลางบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท
          ทั้งนี้ ในส่วนของการพัฒนาศูนย์กลางการศึกษาวิชาการและการวิจัยตัวอย่างเช่น ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มทั้งสิ้น 654 คน รวมงบประมาณ689 ล้านบาท เพิ่มการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 44 คนต่อปีงบประมาณ 231 ล้านบาท ผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช 400 คน ใช้เงิน107 ล้านบาท และผลิตทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 400 คน ใช้งบประมาณอีก612 ล้านบาท
          ขณะที่โครงการด้านศูนย์กลางการวิจัยมี 27 โครงการ อาทิ เวชพันธุรักษ์ระดับชาติ ที่โรงพยาบาลศิริราชมูลค่า 2,000 ล้านบาท ศูนย์วิจัยด้านพันธุกรรม สมองและจิตใจ ของกรมสุขภาพจิต มูลค่า 1,155 ล้านบาทโครงการวิจัยโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพนมไพร จ.ร้อยเอ็ด 370 ล้านบาทศูนย์ความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านสุขภาพที่จำเพาะของประชากรในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น 314 ล้านบาทเป็นต้น 
ที่มา : โพสต์ทูเดย์