วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เซเว่นฯสำรองดีซีลดเสี่ยงน้ำท่วม


            เซเว่นฯปรับแผนรับมือวิกฤติน้ำท่วมเร่งหาทำเลย่านชลบุรีมหาชัยผุดศูนย์กระจายสินค้าชั่วคราวหวังลดเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินเผยปีก่อนกว่า 700 สาขา  จมบาดาลเส้นทางจราจรถูกตัดขาดทำให้ส่งสินค้าไม่ได้ขณะเดียวกันซุ่มพัฒนาโมเดลใหม่ ประหยัดพลังงานชิมลางสาขาแรกย่านแบริ่ง
          นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์จำกัด(มหาชน)ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเปิดเผยว่าบริษัทเร่งหาทำเลในจังหวัดชลบุรีมหาชัยเพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์กระจายสินค้า(ดีซี)ชั่วคราวเตรียมพร้อมรองรับหากเกิดวิกฤติน้ำท่วมเช่นเดียวกับในช่วงปลายปีที่ผ่านมาโดยศูนย์กระจายสินค้าชั่วคราวนี้จะเป็นที่รวมสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันและสามารถกระจายไปยังร้านเซเว่นได้ทั่วประเทศโดยปัจจุบันเซเว่นมีศูนย์กระจายสินค้าหลักในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 2 แห่ง  ได้แก่  ศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทองและศูนย์กระจายสินค้าสุวรรณภูมินอกจากนี้ยังมีศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาคอีก 3 แห่ง ได้แก่ 
ขอนแก่น  สุราษฎร์ธานีและลำพูน (เปิดให้บริการปลายปีนี้)
          ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาเซเว่นประสบปัญหาจากวิกฤติน้ำท่วมอย่างหนัก โดยมีร้านเซเว่น กว่า 700 แห่งในเขตกรุงเทพฯ ปทุมธานี นครสวรรค์นนทบุรี และอยุธยาถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งสินค้าและทรัพย์สินขณะที่ศูนย์กระจายสินค้าต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกันทำให้ไม่สามารถกระจายสินค้าไปยังร้านสาขาต่างๆได้ทำให้สูญเสียโอกาสในการขายจำนวนมาก
          "การเตรียมสำรองดีซีชั่วคราวมีขึ้นตั้งแต่เกิดวิกฤติครั้งก่อนซึ่งสามารถแก้ปัญหาทำให้มีสินค้ากระจายไปยังร้านสาขาและถูกจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ระดับหนึ่งแม้จะไม่มีการเตรียมการล่วงหน้าและแม้ครั้งนี้ภาครัฐเองมีการวางมาตรการในการป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มที่แต่ก็ยากจะคาดเดาดังนั้นบริษัทเองก็ต้องเตรียมแผนรองรับไว้ด้วยเช่นกันเผื่อภาวะฉุกเฉิน"
          นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับเปลี่ยนวัสดุตกแต่งภายในร้านเป็นไฟเบอร์จากเดิมที่เป็นไม้เพื่อให้ทนทานหากถูกน้ำท่วมได้โดยเฉพาะในสาขาใหม่ที่เกิดขึ้นและอยู่ในจุดเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วมโดยในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาเซเว่นมีการขยายสาขาไปแล้วราว50%จากเป้าหมายเดิมที่จะขยายสาขาให้ได้ 500 แห่งในปีนี้
          อย่างไรก็ดีล่าสุดบริษัทได้ทดลองเปิดให้บริการร้านเซเว่นโมเดลประหยัดพลังงานขึ้นที่สาขาแบริ่งโดยเน้นการใช้อุปกรณ์ วัสดุต่างๆที่ประหยัดพลังงาน เช่นเครื่องปรับอากาศหลอดไฟเป็นต้นซึ่งเบื้องต้นสามารถประหยัดพลังงานได้กว่า20%
          "ร้านเซเว่นประหยัดพลังงานถือเป็นแนวคิดใหม่ที่บริษัทเองต้องการช่วยประหยัดการใช้พลังงานให้ได้มากที่สุด จึงได้นำรูปแบบร้านประหยัดพลังงานจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาทดลองใช้โดยสาขาแรกอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบและพัฒนาให้เหมาะสมกับประเทศไทยขณะเดียวกันสำหรับสาขาเดิมที่มีอยู่หากมีการปรับปรุงก็จะเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานทันที เช่น หลอดไฟ เป็นต้น"
          สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะเติบโต15%ตามเป้าหมายที่วางไว้โดยจนถึงเดือนมิถุนายนนี้จะมีร้านเซเว่น รวมทั้งหมดราว 6,700 สาขาแบ่งเป็นร้านของแฟรนไชส์53%และร้านของบริษัทเอง47%และจนถึงสิ้นปีคาดว่าจะมีสาขารวมทั้งสิ้น6,900สาขาทั่วประเทศขณะที่ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 10-15% จากมูลค่าตลาดรวมทั้งระบบ 1.4 ล้านล้านบาท
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ




วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข้าวนาปีอีสานปลูกน้อยลง


รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์พืชช่วงต้นฤดูฝนในเขตภาคอีสานตอนกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พบว่าปีนี้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปีเร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 60 -70 ของพื้นที่นาข้าวทั้ง 4 จังหวัด  เนื่องจากฝนมาเร็วขึ้น 
          สำหรับสถานการณ์ข้าวนาปี ในปีนี้พบว่าพื้นที่ปลูกลดลงเล็กน้อย ยกเว้นจังหวัดมหาสารคาม เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกอ้อยโรงงานแทนโดยต่างคาดว่าอ้อยโรงงานจะได้ผลตอบแทนต่อไร่มากกว่าข้าว และหากเกิดอุทกภัย อ้อยโรงงานจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าข้าว ส่วนวิธีการทำนา เกษตรกรทั้ง 4 จังหวัดหันมาทำนาหว่านเพิ่มมากขึ้นกว่านาดำ เนื่องจากต้นทุนและค่าแรงงานในการทำนาดำเพิ่มสูงขึ้น และในปีนี้คาดว่าผลผลิตต่อไร่ของข้าวนาปีจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประกอบกับมีพันธุ์ข้าวดี เกษตรกรมีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์สูงขึ้น
          ส่วนสถานการณ์ถั่วลิสงรุ่น 1 ของจังหวัดกาฬสินธุ์และร้อยเอ็ด พื้นที่ปลูกมีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัญหาด้านการตลาด พ่อค้ารับซื้อน้อยรายและไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกยางพาราและมันสำปะหลังแทน ยกเว้นจังหวัดขอนแก่นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 5 เนื่องจากราคาดีจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก ประกอบกับมีพ่อค้ามารับซื้อถึงไร่นา แต่เกษตรกรจะเก็บผลผลิตถั่วลิสงส่วนหนึ่งไว้ทำพันธุ์หลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี  โดยคาดว่าปีนี้ผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 จังหวัดจะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 3-5 เนื่องจากฝนตกสม่ำเสมอในช่วงออกดอกติดผล และไม่มีโรคระบาด
ที่มา : เดลินิวส์

เทสโก้ทิ้งญี่ปุ่นโละหุ้นขาย “ อิออน ”


เทสโก้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อังกฤษ ประกาศ ถอนตัวออกจากญี่ปุ่น เพื่อหันไปทุ่มเทการพลิกฟื้นกิจการในประเทศ และการสร้างธุรกิจในสหรัฐ หลัง 8 ปีไม่ประสบความสำเร็จเจาะตลาดญี่ปุ่น ขณะที่ เทสโก้ เมืองไทย ประกาศเดินหน้าทุ่ม 7 พันล้านต่อปี ขยาย 300 สาขา
          เทสโก้ แถลงเมื่อวันจันทร์ (18 มิ.ย.) ว่า บริษัทจะขายหุ้น 50% ให้กับ อิออน โค ผู้ค้าปลีกรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ในราคาหุ้นละ 1 เยน จากนั้นจะลงทุน 40 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท ในกิจการร่วมทุน สุดท้ายจะขายหุ้นที่เหลือ 50% ให้ อิออน ก่อนถอนตัวออกไปโดยสิ้นเชิง แต่ไม่เปิดเผยระยะเวลาที่แน่ชัด นับเป็นการยุติความพยายาม 8 ปีของเทสโก้ในการเจาะตลาดค้าปลีกที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่น
          เทสโก้ มีร้านค้า 117 แห่งในญี่ปุ่น ซึ่งผู้สังเกตการณ์ธุรกิจค้าปลีกระบุว่า มีขนาดใหญ่กว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่มีขนาดเล็กกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตตามปกติ และตั้งอยู่ห่างจากย่านที่มีการจราจรหนาแน่นมาก อีกทั้งมีการกระจายตัวน้อยใน 6 เขตของญี่ปุ่น
          ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยให้ อิออน เจ้าของร้านค้าปลีก เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ สามารถขยายสาขาในตลาดบ้านเกิด ขณะที่บริษัทพยายามผลักดันการขยายตัว ซึ่งก่อนทำข้อตกลงกับ เทสโก้ อิออน ทุ่มงบกว่า 775 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการซื้อหุ้นในซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือมารุเอตสึ และ มารุนากะ
          การแข่งขันที่เข้มข้น และรสนิยมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มักเป็นปัญหาสำหรับผู้ค้าปลีกต่างชาติ โดย วอลมาร์ท และ เมโทร ของเยอรมนี ดิ้นรนอย่างหนักในการเข้าไปดำเนินธุรกิจ ขณะที่ คาร์ฟูร์ ถอนตัวออกไปภายในเวลาเพียง 5 ปี
          เทสโก้ ลงทุนในญี่ปุ่นประมาณ 100 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2546 มีทั้งร้านค้าขนาดเล็ก ซูเปอร์มาร์เก็ต เทสโก้ และร้านสะดวกซื้อ ภายใต้ชื่อ สึรุคาเมะ เทสโก้และ เทสโก้ เอ็กซ์เพรส บริษัทมีร้านค้าทั้งหมด 117 แห่งในกรุงโตเกียว และไม่สามารถทำกำไรจากธุรกิจเหล่านี้
          แหล่งข่าวอ้างเมื่อปีที่แล้วว่า เทสโก้ ว่าจ้าง โกลด์แมน แซคส์ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการขายธุรกิจในญี่ปุ่น หลังจากทุ่มงบ 32,800 ล้านเยน เพื่อซื้อแฟรนไชส์เมื่อปี 2546
          นายจอน โคปสเตค หัวหน้านักวิเคราะห์ธุรกิจค้าปลีก อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ชี้ถึงปัญหาว่า รูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตและสินค้าของ เทสโก้ ไม่เหมาะกับตลาดญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยร้านสะดวกซื้อ
          หลังจากออกคำเตือนผลกำไรเมื่อเดือนม.ค. ซึ่งเป็นการเตือนครั้งแรกในรอบ 20 ปี เทสโก้ ก็ประกาศว่าจะลงทุน 1,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูการดำเนินงานในประเทศ
          ขณะที่ เทสโก้ มีรายได้จากต่างประเทศประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด 72,000 ล้านปอนด์ต่อปี หรือประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท แต่นักลงทุนวิจารณ์ว่า บริษัทมุ่งให้ความสำคัญกับการขยายตัวในต่างประเทศ    ทั้งที่ส่วนแบ่งตลาดในอังกฤษลดลง
          นายฟิลิป คลาร์ก หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศแผนการให้ เทสโก้ ออกจากตลาดญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่า ส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 1% ทำให้ธุรกิจของบริษัทไม่ใหญ่โตพอที่จะทำกำไร
          นายคลาร์ก ปฏิเสธข้อเสนอแนะให้กำจัดธุรกิจ เฟรช แอนด์ อีซี ในสหรัฐด้วย โดยให้เหตุผลว่าธุรกิจนี้จะถอนทุนคืนได้ภายในปีงบประมาณปัจจุบัน แต่เขากล่าวในเวลาต่อมาว่า เฟรช แอนด์ อีซี จะยังไม่สามารถถอนทุนคืนในปีนี้ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เทสโก้ เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มบำนาญสหรัฐ กรณีขาดความโปร่งใสในการดำเนินกลยุทธ์ในสหรัฐ
          นายโคปสเตค แห่ง อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ยูนิต กล่าวว่า การที่ เทสโก้ ยังหว่านเงินหลายล้านปอนด์ให้กับ เฟรช แอนด์ อีซี แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของความหยิ่งทะนง ตลาดสหรัฐก็คล้ายกับตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นตลาดที่เจาะเข้าไปได้ยาก และความพยายามของ เทสโก้ จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
          นอกจาก อังกฤษและสหรัฐ เทสโก้ ยังดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึง ฮังการี โปแลนด์ เกาหลีใต้ และ ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดโตเร็วที่สุดของบริษัท
          เทสโก้ ไทยทุ่ม7พันล้านต่อปี ขยาย 300 สาขา
          ขณะที่ตลาดเมืองไทย เทสโก้ โลตัส ยังคงประกาศเดินหน้าการขยายสาขาแบบอัตราเร่งเพื่อรองรับโอกาสทางการตลาดของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยที่ยังมีช่องทางการเติบโตอีกมากสำหรับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ โมเดิร์นเทรด ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดเพียง 40% ของอุตสาหกรรมค้าปลีก ขณะที่ตลาดใหญ่ 60% ยังคงเป็นร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือ เทรดดิชั่นนอลเทรด
          ทั้งนี้ในแต่ละปีเทสโก้ โลตัส จะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขาใหม่มากกว่า 300 แห่งต่อปี ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ใช้งบมากกว่าปี 2554 เพราะนอกจากจะลงทุนเปิดสาขาใหม่ในอัตราเดิมแล้ว ยังจะมีการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงหากเกิดปัญหาน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา และเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้ารองรับสาขาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
          ธุรกิจเทสโก้ ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศสโลวะเกีย ที่เติบโตสูงสุดในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกเทสโก้ สโตร์ ใน 13 ประเทศ
          เทสโก้ มองว่าไทยมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ความมั่งคั่งของคนไทยเพิ่มขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อสูงขึ้น เราสามารถเปิดสาขาใหม่มากกว่า 300 แห่ง/ปี อย่างต่อเนื่องไปได้อีก 2-3 ปี  และยังจะมีนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตธุรกิจในไทยโดยเฉพาะชอปปิงออนไลน์ที่เตรียมบุกตลาดอย่างจริงจังในปีนี้
          ดึงโนว์ฮาวชอปปิงออนไลน์จากอังกฤษ
          บริษัทแม่ เทสโก้ แห่งประเทศอังกฤษ มีความพร้อมในเรื่องของโนว์ฮาวและประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจชอปปิงออนไลน์ที่ได้รับการตอบรับสูงในอังกฤษ  โดยเตรียมให้บริการเต็มรูปแบบในไทยภายในปีนี้ นับเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียต่อจากเกาหลีใต้ ซึ่งธุรกิจนี้จะทำให้ เทสโก้ โลตัส เติบโตอย่างก้าวกระโดด
          ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส มีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศกว่า 900   แห่ง ในปีนี้จะมีการปรับเปลี่ยนสาขาขนาดใหญ่ 5 แห่งเป็น เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส เช่น บางนา จากปัจจุบันรูปแบบดังกล่าวให้บริการ 2 สาขา ได้แก่ พระราม 4 และ
ขอนแก่น
          สำหรับ เทสโก้ โลตัส เริ่มต้นธุรกิจในไทยมา 17 ปี มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.3 แสนล้านบาท มีผู้ผลิตสินค้าชาวไทยที่ป้อนสินค้าให้มากกว่า 9,000 ราย และเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี กว่า1.4 หมื่นราย ใช้พื้นที่ของเทสโก้ โลตัสในการดำเนินธุรกิจ มีพนักงานประจำกว่า 4 หมื่นตำแหน่ง และมีแผนจ้างงานใหม่เพิ่มเติมประมาณ 9,000 ตำแหน่ง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

PTG จ่อยื่นไฟลิ่งไตรมาส3ระดมทุนขยายปั๊ม 100 แห่ง


ระดมทุนขยายปั๊ม100แห่ง
          PTG เดินหน้ายื่นไฟลิ่งขายหุ้นไอพีโอ 420 ล้านหุ้น ให้ ก.ล.ต. ภายในไตรมาส 3/55 ฟากผู้บริหารลั่นระดมทุนขยายสถานีน้ำมันอีก 100 แห่ง เพิ่มรถขนส่งสู่ระดับ 200 คัน มั่นใจรายได้ปี 2555 เติบโตทะลัก 70%
          นางศรัณยา กระแสเศียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เซจ แคปปิตอล จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสถานีน้ำมัน PT เปิดเผยว่า สำหรับ PT ได้เตรียมไฟลิ่งให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ภายในช่วงไตรมาส 3 นี้
          สำหรับแผนการระดมทุนจากการขายให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ทาง PTG มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เงินระดมทุนขยายกิจการสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งทางบริษัทได้เตรียมตัวเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว ดังนั้น จึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ต่อการเข้าระดมทุนและซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ
          ทั้งนี้ PTG ได้วางแผนที่จะขายหุ้น IPO จำนวน 420 ล้านหุ้น ราคาที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยปัจจุบัน PTG ทำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะสั่งซื้อโดยตรงมาจากทาง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้ใช้น้ำมันเพื่อการขนส่ง รวมถึงเกษตรต่างๆ ในย่านพื้นที่สถานีบริการ
          ด้านนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTG กล่าวว่า ทางบริษัทในปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สถานีบริการน้ำมันเป็นอันดับ 5 มีสถานีบริการรวมทั้งสิ้น 440 แห่ง สำหรับเงินจากการระดมทุนจะใช้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ใช้ขยายสถานีให้บริการอีก 100 แห่ง และขยายกองรถขนส่งเพิ่มสู่ระดับ 200 คัน สูงกว่าเดิมที่มีอยู่จำนวน 153 คัน
          โดยปัจจุบันทางบริษัทมีการให้บริการสถานีน้ำมัน 2 ประเภท คือ สถานีบริการที่บริหารและดำเนินงานโดยบริษัท (COCO) และสถานีบริการน้ำมันที่เป็นของผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ์จากบริษัท (DODO) นอกจากนี้ ทางบริษัทและบริษัทย่อยยังได้จำหน่ายน้ำมันให้กลุ่มผู้ประกอบการสถานีอื่นที่ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า PT และกลุ่มผู้ค้าปลีกและค้าส่งน้ำมันรายอื่น
          นายพิทักษ์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานในงวดปี 2555 ได้ตั้งเป้าหมายทำรายได้เติบโตขึ้นอีก 60-70% จากงวดปี 2554 ที่มีรายได้อยู่ระดับ 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานในงวด 3 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัทมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดเฉลี่ยต่อปี 70%
          “เรามองการเติบโตของปี 2555 จะมีอัตราเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 60-70% โดยทางบริษัทได้มีแผนการที่ขยายสถานีบริการเพิ่มอีกประมาณ 100 แห่งด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้รูปแบบผ่านการเช่าเป็นหลัก รวมถึงยังวางแผนที่จะขยายกองรถเพิ่มขึ้นเป็น 200 คัน จากสิ้นปีก่อนที่มีอยู่ 153 คัน สำหรับยอดขายน้ำมันเฉลี่ยตอนนี้อยู่ที่ 1.5 แสนลิตรต่อเดือนต่อปั๊มนายพิทักษ์ กล่าว
          โดยในช่วงปี 2552 มีรายได้ประมาณ 9.7 พันล้านบาท จากนั้นเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.57 หมื่นล้านบาท และงวดล่าสุดปี 2554 มีรายได้ 2.78 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมา ทางบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันดีเซล 75% น้ำมันเบนชิน 20% และแก๊สโซฮอลล์ 5%
          นอกจากนี้ หลังจากเบนซิน 91 จะถูกยกเลิกการขาย ทางบริษัทยังได้เตรียมความพร้อมไว้ก่อน 2 เดือนเพื่อเปลี่ยนเป็นแก๊สโซฮอล์ รวมถึงในอนาคตอาจจะพิจารณาถึงการขายก๊าซ NGV ด้วยเช่นกัน สำหรับคลังน้ำมันของบริษัทมีทั้งหมด 6 แห่ง ประกอบด้วย สมุทรสงคราม สระบุรี 
ขอนแก่น ลำปาง ชุมพร และนครศรีธรรมราช
          “การบริหารจัดการขนส่งน้ำมัน หรือโลจิสติกส์ ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณภาพน้ำมันที่ได้มาตรฐานจากทางไทยออยล์ ยังเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีนายพิทักษ์ กล่าว
ที่มา : ข่าวหุ้น


โครงการระยะที่ 2 เริ่มปี 2558-2563 รวม 6 เส้นทาง มูลค่ากว่า 8.4 หมื่นล้านบาท


          ร.ฟ.ท.ตั้งเป้าเปิดประมูลสร้างรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 3 เส้นทาง มูลค่ากว่า 3.8 หมื่นล้านบาทภายในปีนี้ คาดเปิดบริการปี 2558 ส่งผลให้ทางคู่เพิ่มเป็น 1,124 กิโลเมตรทั่วประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 3 เส้นทาง มูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท จะใช้เวลาศึกษา 6 เดือน
          นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)และประธานกรรมการ การรถไฟ แห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)เปิดเผยถึงโครงการ ก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะแรกหรือระยะเร่งด่วน 6 เส้นทาง ระยะทาง 873 กิโลเมตร วงเงิน 86,517 ล้านบาท ว่า ในปีนี้ร.ฟ.ท.จะเปิดประกวดราคาคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างใน 3 เส้นทาง วงเงินรวม 38,706 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า- แก่งคอย ระยะทาง 106 กม. วงเงิน 11,348 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติดำเนินการ
          2.ชุมทางถนนจิระ-
ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. วงเงิน 17,046 ล้านบาท และ 3.ประจวบคีรีขันธ์ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 10,312 ล้านบาท โดยทั้ง 2 เส้นทางนี้บริษัทที่ปรึกษาอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดแบบก่อสร้าง หลังจากนั้น สนข.จะส่งรายละเอียดทั้งหมดให้ ร.ฟ.ท.ดำเนินการประกวดราคาต่อไป
          "ผลศึกษาระบุว่าเมื่อการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่นแล้วเสร็จ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินรถโดยสารจะลดเหลือ 1 ชั่วโมง 50 นาที จากเดิม 3 ชั่วโมง ขณะที่ระยะเวลาเดินรถสินค้า จะลดเหลือ 2 ชั่วโมง จากเดิม 6 ชั่วโมง" นางสร้อยทิพย์ กล่าว

          อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการรถไฟทางคู่ทั้ง 3 เส้นทาง จะเปิดให้บริการในปี 2558 ส่งผล ให้ไทยมีระบบทางคู่เพิ่มเป็น 1,124 กม.ทั่วประเทศ หรือ 27.8% ของโครงข่ายรถไฟทั้งหมด  ช่วยให้ระยะเวลาในการเดินทางและขนส่งสินค้าลดลงอย่างมาก และจะเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย เพราะร.ฟ.ท.จะปรับปรุงบูรณะราง ออกแบบจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับถนนให้มีความปลอดภัยสูงสุดด้วย
          ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วนที่เหลืออีก 3 เส้นทาง วงเงิน 47,811 ล้านบาท คือ 1.มาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 19,017 ล้านบาท 2.นครปฐม-หนองปลาดุก- หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 17,856 ล้านบาท และ 3.ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กม. วงเงิน 10,938 ล้านบาท อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด โดย ร.ฟ.ท. ลงนามว่าจ้างที่ปรึกษาในเดือนมิ.ย.2555 และจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 6 เดือน
          สำหรับโครงการระยะที่ 2 จะเริ่มในปี 2558-2563 รวม 6 เส้นทาง ระยะทาง 1,025 กม.  วงเงิน 8.4 หมื่นล้านบาท คือ 1.แก่งคอย-บัวใหญ่ ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 18,075 ล้านบาท  2.นครสวรรค์ตะพานหิน ระยะทาง 69 กม. วงเงิน 6,259 ล้านบาท 3.หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 89 กม. วงเงิน 5,499 ล้านบาท 4.ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 166 กม. วงเงิน 17,000 ล้านบาท 5.ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม. วงเงิน 23,174 ล้านบาท และ 6.
ขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 172 กม. วงเงิน 14,877 ล้านบาท โดยผลการศึกษาระบุว่าโครงการระยะที่ 2 จะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 15.58%
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ชาวขอนแก่น เลือกซื้อสินค้าราคาถูก คึก


                                 ชาวขอนแก่น ยังคงให้ความสนใจเลือกซื้อสินค้าราคาถูกซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดมหกรรมลดค่าครองชีพไทยช่วยไทย ประจำปี 2555 ด้วยการนำสินค้าราคาธงฟ้าราคาประหยัด รวม 10,000 รายการ จากทั้ง 209 ร้านค้า ในเขต จ.ขอนแก่น มาจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจภายในสนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่นนายธนวัฒน์ พลอยโภสณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า สินค้าที่นำมาจำหน่ายจะมีราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และราคาพิเศษในช่วงนาทีทอง โดยเฉพาะสินค้าประเภทไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ที่ยังคงได้รับความสนใจจากชาวขอนแก่น ที่มาเลือกซื้อกันเป็นจำนวนมาก ขณะการจัดมหกรรมสินค้าราคาประหยัด จะกำหนดจัดครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วทั้งประเทศ ซึ่งการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดตามนโยบายของรัฐบาล ที่ จ.ขอนแก่น จะมีขึ้นไปถึงวันพรุ่งนี้ 

ยุคทองน้ำตาลไทยเปิด AEC ยิ่งแจ่ม ย้ำโควตา 70:30 ทุกฝ่ายแฮปปี้



               อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยเติบโตโดดเด่น ครองแชมป์ผู้ผลิตและส่งออกมากที่สุดในเอเชีย และเป็นที่ 2 ของโลกรองจากบราซิล  ดร.ประเสริฐ  ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เผยปี 2555 ไทยโดดเด่นมากเป็นพิเศษ โดยสามารถปลูกอ้อยได้มากถึง 98 ล้านตัน และสามารถผลิตน้ำตาลได้มากถึง 10.2 ล้านตัน  เปิด AEC ใน 3 ปีข้างหน้ายิ่งช่วยเสริมศักยภาพบทบาทผู้ส่งออกน้ำตาลของไทยในระดับภูมิภาค แนะช่วยกันปรับปรุงคุณภาพน้ำตาลไทยเป็นที่หนึ่งได้สบายมาก  ยืนยันชาวไร่อ้อยสบายใจได้ไม่เคยคิดเปลี่ยนระบบโควตา 70 : 30 ที่ใช้มา 30 ปีและทุกฝ่ายแฮปปี้ ภูมิใจงานระดับโลก บางกอกชูการ์ดินเนอร์เสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยที่หนึ่ง
ที่มา : ดอกเบี้ยธุรกิจ