วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โรดโชว์อุบลฯแห่ชมเกินเป้าขอนแก่นรับต่อ




            โรดโชว์ 'สร้างอนาคตไทย 2020' ชาวอุบลฯ แห่ชมงานทะลุเป้า เข้าคิวกันแถวยาวเหยียดรอนั่งรถไฟเร็วสูงจำลอง ททท. ออกบูธแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ชี้รถไฟความเร็วสูงทำให้ต้นทุนในการเดินทางของนักท่องเที่ยวถูกลง แต่รวดเร็วขึ้น ทั้งยังเชื่อมต่อไปประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างง่ายดาย ขอนแก่นเตรียมรับไม้ต่อ
          เมื่อวันที่ 19 ต.ค. บรรยากาศวันที่ 2 ในงานนิทรรศการและเสวนาโครงการ 'สร้างอนาคตไทย 2020' ที่ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อปขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุบลราชธานี จัดโดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ระหว่างวันที่ 19-20 ต.ค. มีข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา พ่อค้า ประชาชน เข้าชมงานอย่างเนืองแน่นกว่า 30,000 คน ทำให้บรรยากาศภายในงานคึกคักไม่แพ้วันแรกซึ่งมียอดผู้เข้าชมงานกว่า 40,000 คน จากที่ตั้งเป้าไว้เพียงวันละประมาณ 20,000 คนเท่านั้น
          สำหรับนิทรรศการและเสวนาในงาน 'สร้างอนาคตไทย 2020' ได้นำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ความจำเป็นในการลงทุนและเป้าหมายที่จะได้รับใน 7 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ โครงข่ายถนนเชื่อมภูมิภาค ท่าเรือ และการพัฒนาด่านการค้าชายแดน เป็นต้น นิทรรศการโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่จะเกิด ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้การเดินทางขนส่งที่สะดวก รวดเร็วและเข้าถึงทุกพื้นที่แล้ว ยังมีผลต่อเศรษฐกิจ การค้า อาชีพ และผลิตภัณฑ์ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังมีการจับจ่ายซื้อสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อจากทั่วประเทศที่มาออกร้านกว่า 200 ร้านค้า
          นอกจากนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) ร่วมออกบูธ ให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวของ จ.อุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียง กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย คัดเลือกสินค้าโอท็อปทั่วประเทศมาเปิดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจ ส่วนกระทรวงพาณิชย์ยังนำสินค้าธงฟ้า อาทิ ไข่, น้ำตาล, ข้าวสาร ฯลฯ ราคาพิเศษมาจำหน่ายให้กับผู้เข้าชมงานด้วย
          นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการฝ่ายสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ในอนาคตการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านการคมนาคมขนส่ง จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เพราะสามารถสร้างโครงข่ายการท่องเที่ยวได้มากขึ้น และใช้เวลาในการท่องเที่ยวสั้นลง เพราะสมัยก่อนการจะเดินทางท่องเที่ยวในภาคอีสานจะต้องใช้เวลานาน หรือต้องเดินทางโดยเครื่องบินที่มีค่าใช้จ่ายสูง
          นายศุกรีย์กล่าวว่า หากมีการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคม หรือมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเข้ามา จะทำให้การเดินทางสะดวกมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น และนำเงินที่ใช้ในการเดินทางมาซื้อสินค้าพื้นบ้านหรือสินค้าโอท็อปมากขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวในภาคอีสานทวีความสำคัญมากขึ้น หลังการพัฒนาจุดเชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทำให้เกิดการท่องเที่ยวทางรถยนต์ของคนจังหวัดต่างๆ จากไทยไปลาวไปเวียดนาม ไปจีนมากขึ้น
          "ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากเพื่อนบ้าน จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยโดยสะดวกยิ่งขึ้น ในแง่ของการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้จึงมีบทบาทมากขึ้น ททท.มองเห็นประโยชน์ส่วนนี้ จึงมาออกบูธแนะนำการท่องเที่ยวในงานสร้างอนาคตไทย 2020 ในหัวข้อ 'ท่องเที่ยวมิติใหม่ กับรถไฟความเร็วสูง' จะเป็นพื้นที่แนะนำโครงข่ายการเดินทางท่องเที่ยว" นาย ศุกรีย์กล่าว
          ด้านน.ส.ปาริชาติ พงค์พันเทา การค้าภายในจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า สินค้าธงฟ้าราคาประหยัดเป็นโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือประชาชนในเรื่องสินค้าอุปโภคและบริโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าในครัวเรือนตลอดจนสินค้าที่จำเป็นที่มีราคาประหยัดกว่าท้องตลาดทั่วไป ซึ่งจะจำหน่ายสินค้าตลอด 3 วัน เชื่อว่าสินค้าจะมีความพอเพียงเพราะจัดเตรียมไว้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ
          ต่อมาเวลา 13.00 น. มีการแข่งขันประกอบอาหาร 'จานด่วนไทย ไปครัวโลก' ในหัวข้อ 'สูตรเด็ดเมนูดัง พลังสร้างสรรค์อีสานใต้' รอบคัดเลือก เพื่อหาผู้ชนะในวันที่ 20 ต.ค. วันสุดท้ายของงาน บรรยากาศของการแข่งขันทำอาหารเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนเข้าร่วมชมจนแน่นขนัด ตลอดจนกองเชียร์ของแต่ละทีมส่งเสียงเชียร์ ตบมือให้กำลังใจทีมของจังหวัดตัวเองสร้างสีสันให้งานแข่งอาหารครั้งนี้เป็นอย่างมาก
          การแข่งขันครั้งนี้ ประกอบด้วยทีมเข้าแข่งขัน 8 ทีม และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคือ นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร บรรณาธิการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เชฟนวลเพ็ญ ธรรมษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารประจำศูนย์ปฏิบัติการอาหารนานาชาติสวนดุสิต เชฟหัสนัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล วิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน นอกจากนี้ยังเปิดให้ประชาชนที่เข้าชมการแข่งขันได้ชิมอาหารปรุงเสร็จจากทุกทีม
          ผลการตัดสิน ทีมอรรถรสลือเลื่อง จ.อุบล ราชธานี, ทีมครัวอิ่มอร่อย จ.อำนาจเจริญ, ทีมเทศบาลเมือง จ.ยโสธร และทีมอำนาจเจริญรสแซบ จ.อำนาจเจริญ เป็น 4 ทีมสุดท้าย ที่ผ่านเข้ารอบเพื่อแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งชุดอาหารที่ชนะจะนำไปเป็นอาหารต้นแบบที่จะใช้บริการจริงบนรถไฟฟ้าความเร็วสูง ขณะที่ในงานนิทรรศการโซนต่างๆ ยังมีประชาชนเข้าชมแบบหมุนเวียนตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะซิมูเลเตอร์รถไฟความเร็วสูงจำลอง ยังคงมีผู้คนต่อคิวแถวยาวเหยียด เพื่อรอทดลองนั่งก่อนจะมีโอกาสได้นั่งจริงในอนาคตอันใกล้นี้
          ทั้งนี้ กิจกรรมโครงการ 'สร้างอนาคตไทย 2020' ครั้งต่อไปมีขึ้นที่
จ.ขอนแก่น จ.นคร สวรรค์ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.เชียงใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา จ.เพชรบุรี จ.นครศรีธรรมราช และจ.สงขลา เป็นจังหวัดสุดท้าย
ที่มา : ข่าวสด 



เอกซเรย์อสังหาฯ 'อีสาน'โตร้อนแรง ที่ดินราคาพุ่งเท่าตัว-คอนโดฯลามทั่วภูมิภาค


            ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในภาคอีสาน-ตะวันออกเฉียงเหนือคึกคักขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะ "คอนโดมิเนียม" จากเดิมมีเขาใหญ่เป็นตลาดหลักของคอนโดฯ ตากอากาศของภาคอีสาน ได้ขยายตัวกลายเป็นการลงทุน "ซิตี้คอนโดฯ" ตามจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น ขอนแก่น อุดรธานี ฯลฯ ซึ่งปรากฏการณ์ล่าสุดพบว่าการลงทุน คอนโดฯ เริ่มไปตามจังหวัดหัวเมืองรอง เช่น อุบลราชธานี มหาสารคาม สกลนคร ฯลฯ ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจเติบโตดี
          ขณะเดียวกันคาดว่า อานิสงส์การ ลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งใน จำนวนนี้จะใช้ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง 4 ภาคยิ่งกระตุ้นการลงทุนมากขึ้นอีก ล่าสุด "ผอ.แซม-สัมมา คีตสิน" ผู้อำนวยการ "REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์" จัดทริปอบรมสื่อมวลชนกับการใช้ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ปี 2556
          เจาะแนวโน้มใหม่อีสาน
          โดยโฟกัสประเด็นตลาดที่อยู่อาศัยในภาคอีสาน 20 จังหวัด ได้แก่
จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี มหาสารคาม บุรีรัมย์ นครพนม บึงกาฬ สกลนคร กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ยโสธร เลย ชัยภูมิ หนองบัวลำภู หนองคาย มุกดาหาร อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ
          ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ใน "ภาคอีสาน-ตะวันออกเฉียงเหนือ" คึกคักขึ้นชัดเจน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาคือ "ราคาที่ดิน" ในหลายจังหวัดพุ่งขึ้นเร็วจนเข้าขั้นแพง หลายพื้นที่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันราคาขยับขึ้นเท่าตัว บางจังหวัดทะลุตารางวาละ 1-2 แสนบาท สูสีกับราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ
          ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าติดตาม เพราะกำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเช่นเดียวกัน
          ขอนแก่นที่ดินแพงสุด
          เมื่อโฟกัสรายจังหวัดปรากฏว่าที่ดินในตัวเมือง "ขอนแก่น" บริเวณตัวเมืองถนนศรีจันทร์มีราคาสูงสุดในภาคอีสานที่ตารางวาละ 2 แสนบาท ตลาดอสังหาฯเอง ก็เริ่มโตเร็วกว่าโคราช โดย ณ สิ้นไตรมาส 3/2555 มีคอนโดฯอยู่ระหว่างขาย 9 โครงการ 1,940 หน่วย มูลค่าขายรวม 2.8 พันล้านบาท แต่นับจากเดือนตุลาคม-มีนาคม 2556 มีคอนโดฯเปิดเพิ่ม 11 โครงการ 2.7 พันหน่วย
          ส่วน "โคราช" มีห้องชุด 7 โครงการ 730 หน่วย ขายได้แล้ว 76% นับจากตุลาคม 2555 ถึงปัจจุบันมีคอนโดฯเปิดใหม่อย่างน้อย 11 โครงการ ประมาณ 2.25 พันหน่วย และ "อุดรฯ" มีคอนโดฯของผู้ประกอบการจากกรุงเทพฯเปิดตัว 4-5 รายคือ บมจ.ซี.พี.แลนด์, บมจ. เอพี (ไทยแลนด์), บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลอปเมนท์, บมจ.แสนสิริ เปิดคอนโดฯรวมกัน 3 พันยูนิต รวมทั้งค่าย สิทธารมย์เปิดโครงการแนวราบ โดยที่ดินใจกลางเมือง ปัจจุบันซื้อขายตารางวาละ 1-1.5 แสนบาท
          กลับมาดูราคาที่ดินในบางจังหวัดขยับขึ้นหลายเท่าตัวจนน่าตกใจ เช่น จ.มหาสารคาม ที่ดินทางเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคามจากปี'53 ซื้อขายไร่ละ 5.5 แสนบาท ปัจจุบันไร่ละ 4 ล้านบาท, จ.บุรีรัมย์ ที่ดินใจกลางเมืองสูงสุดตารางวาละ 8 หมื่นบาท, จ.นครพนม ที่ดินริมแม่น้ำโขงใน อ.เมืองจากปี'54 ไร่ละ 2-3 ล้านบาท เป็น 10-20 ล้านบาท, จ.สกลนครจากปลายปี'54 ราคาที่ดินถนนบายพาสจากไร่ละ 6 แสนบาท ปัจจุบันเป็น 2.4 ล้านบาท
          คอนโดฯลามทั่วภูมิภาค
          ขณะที่จังหวัดหัวเมืองรองหลายแห่ง อาทิ อุบลฯ มหาสารคาม สกลนคร ฯลฯ เริ่มมีคอนโดฯเกิดขึ้นหนาตา เริ่มจาก "อุบลฯ" ซึ่งเป็นจังหวัดศูนย์กลางการศึกษาของภาคอีสานตอนล่าง มีสถาบันระดับอุดมศึกษา 14 แห่ง นอกจากมีคอนโดฯเก่าแบรนด์ศุภชัยทาวเวอร์ 52 หน่วย สร้างเสร็จเมื่อปี'48 ล่าสุดเพิ่งมีโครงการใหม่เกิดขึ้นคือ "แกรนด์ คอนโด" ติดห้างบิ๊กซี"มหาสารคาม" จุดเด่นคือมีมหาวิทยาลัย มมส.-มหาสารคาม อยู่ห่างจากสนามบินขอนแก่น 70 กิโลเมตร โดยมีค่าย "ซี.พี.แลนด์" เปิดคอนโดฯกัลปพฤกษ์ 320 หน่วย ราคายูนิตละ 8 แสน-1.5 ล้านบาท ส่วน "บุรีรัมย์" ซึ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากการมีทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีข่าวผู้ประกอบการท้องถิ่นเตรียมลงทุน คอนโดฯ 2 โครงการ แท่งละไม่เกิน 80 ยูนิต
          "สกลนคร" มีค่าย ซี.พี.แลนด์ เปิดคอนโดฯกัลปพฤกษ์ ซิตี้ พลัสเกือบ 80 ยูนิต ราคาตารางเมตรเริ่มต้น 3 หมื่นบาท "กาฬสินธุ์" ปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนจีนและญี่ปุ่นทำโรงงานแปรรูปการเกษตรและพลังงาน ส่วนคอนโดฯเคยมีผู้ประกอบการเปิดตัว แต่ยอดขายไม่สูงจึงพับแผนขึ้นโครงการไปก่อน
          "ร้อยเอ็ด" ปัจจุบันเพิ่งมีอาคารชุดเปิดขายโครงการแรกชื่อ "กรเดช" ตรงข้ามห้างร้อยเอ็ดพลาซ่า ราคายูนิตละ 1 ล้านบาทบวกลบ "เลย" ปัจจุบันเพิ่งมีคอนโดฯโครงการแรกเกิดขึ้นชื่อ "เมฆา" เปิดตัวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา "ชัยภูมิ" มีข่าว ผู้ประกอบการท้องถิ่นเตรียมเปิดคอนโดฯแห่งแรกชื่อ "The Exclusive" 79 ยูนิต ภายในไตรมาส 4 นี้
          ส่วนจังหวัดที่ยังไม่มีคอนโดฯ ได้แก่ นครพนม สุรินทร์ ยโสธร บึงกาฬ หนองบัวลำภู หนองคาย มุกดาหาร และอำนาจเจริญ
          อย่างไรก็ตาม อนาคตหากมีการลงทุนไฮสปีดเทรน น่าจะช่วยให้การลงทุน อสังหาฯขยายไปทุกจังหวัดอย่างทั่วถึง
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Supers S แฟรนไชส์รับจ่ายสารพัดพร้อมรุก 'อีสาน-ใต้อีสาน-ใต้ 'ยิ่งไกลยิ่งโต

           จากค่าเดินทาง ค่าเสียเวลาในการเข้าไปทำธุรกรรม ตัดภาระมาจ่ายแค่ค่าธรรมเนียม ก็สร้างรายได้ หลัก 10 ล้านบาทต่อปีของผู้ประกอบการรายนี้ และสร้างรายได้หลักหมื่นถึงหลักแสน ต่อเดือนแก่ผู้ที่เห็นโอกาสกับธุรกิจรับชำระค่าบริการซุปเปอร์เอส เซ็นเตอร์
          จุดอ่อน ซ่อนโอกาส
          นายศุภชัย นิลวานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซุปเปอร์ เอส เซ็นเตอร์ จำกัด เผยถึงบริการหลัก ๆ ของซุปเปอร์ เอสฯ ประกอบด้วย 1.บริการชำระค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดรถ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น 2.บริการโอนเงินไปยังธนาคารต่าง ๆ และ 3.บริการรับ-ส่งไปรษณีย์ต่าง ๆ ซึ่งบริการดังกล่าวครอบคลุมการบริการชำระเงินกว่า 500 รายการ โดยเจาะกลุ่มพื้นที่ชุมชน หมู่บ้านในต่างจังหวัดที่ห่างไกลธนาคารหรือไปรษณีย์ ชูจุดขายบริการดี รวดเร็ว เชื่อถือได้ มีสาขาในปัจจุบัน 150 สาขาทั่วประเทศ
          โดยมองว่ามีพื้นที่อีกมากมายที่หน่วยงาน หรือสถานบริการของเอกชนที่จะเข้าไปให้บริการในการชำระเงินต่าง ๆ ยังเข้าไปไม่ถึงหมู่บ้านชุมชนที่ห่างไกล เพราะการลงทุนที่สูง ความเสี่ยงของจำนวนผู้มาใช้บริการอาจไม่มากพอ จึงจับจุดคนในพื้นที่ที่มีอาคารอยู่แล้ว เพิ่มมาตรฐานบริการด้วยการทำงานที่เป็นระบบ คือ มีซอฟต์แวร์ที่จะใช้ในการปฏิบัติการโอนเงินด้วยระบบออนไลน์ มีระบบบัญชีที่แน่นหนา ตกแต่งหน้าร้านสวยงาม และเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง สร้างความน่าเชื่อถือสำหรับ ผู้มาใช้บริการ
          "ซุปเปอร์เอสฯ แฟรนไชส์เป็นการ เชื่อมโยงการทำธุรกรรมในหลาย ๆ ที่มารวมอยู่ในที่เดียวกัน โดยมีซอฟต์แวร์ที่ทางบริษัทร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คิดขึ้นมาสำหรับการบริหารงานหน้าร้านโดยเฉพาะของแฟรนไชส์ซุปเปอร์เอสฯ ขึ้นมา จุดเด่นคือใช้คนทำงานน้อย และพร้อมที่จะทำหลาย ๆ ธุรกรรมในที่ เดียวกัน
          เป้าอีสาน 50 สาขาปีหน้า
          นายศุภชัยกล่าวว่า ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 150 สาขา โดยในปีแรกขยายสาขาอยู่ที่ 10 สาขา/ปี และเมื่อปีที่ผ่านมา ธุรกิจเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจึงมีการขยายสาขา เพิ่มเป็น 30 สาขา/ปี และในปี 2557 ตั้งเป้าขยายออกเป็น 30-50 สาขา/ปี เฉพาะภาคอีสานจะมีการขยายเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20 สาขา
          "ปีหน้าเราเน้นรุกตลาดภาคอีสาน เป็นหลัก เรามองว่ายังมีที่ว่างอีกมาก คือมีจำนวนประชากรหนาแน่น มีรายจ่าย ต่อครัวเรือนสูง แต่ยังไม่มีผู้ให้บริการเข้าไปลงทุน"
          นอกจากนี้ จะมีการตั้ง "ศูนย์เรียนรู้ธุรกิจซุปเปอร์เอสฯ" อีก 3 ศูนย์ภายใน ปีหน้า อยู่ระหว่างการหาผู้ประกอบการที่สนใจ ขณะที่เดิมมีอยู่แล้วที่ จ.ขอนแก่น
 เชียงราย กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช ซึ่ง "ศูนย์เรียนรู้ธุรกิจฯ" เป็นกลไกหลัก ทำหน้าที่อบรมเกี่ยวกับการทำธุรกิจในต่างจังหวัด
          ที่ผ่านมา แฟรนไชซีกว่า 70% เกิดจาก การผลักดันของศูนย์เรียนรู้ฯเหล่านี้
          "ในการขยายแฟรนไชส์จะคำนึงถึง ความพร้อมของพื้นที่ และทัศนคติที่มี ต่องานบริการ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาที่ ผู้ประกอบการไม่สามารถรักษาธุรกิจต่อไปได้ เช่น นำสินค้ามาวางขายบดบังหน้าร้าน หรือการเปิด-ปิดร้านตามใจชอบ ทำให้ลูกค้าเกิดความไม่เชื่อถือแบรนด์ และอาจส่ง ผลกระทบต่อร้านได้ ซึ่งเราต้องการ ผู้ประกอบการที่มีใจรักและรักงานบริการจริง ๆ"
          เพิ่มไลน์ตอบโจทย์มากขึ้น
          นายศุภชัยยังกล่าวว่า การขยายสาขายังเน้นการสร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็ง
          ให้กับสาขาด้วย เช่น จะทำอย่างไรให้
          แฟรนไชซีหรือสาขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยในปีหน้าจะเน้นการขยายสาขาควบคู่ไปกับธุรกิจเสริมอีก 3 ธุรกิจ คือ จำหน่ายหนังสือเกี่ยวกับอาชีพ, สินค้าเพื่อสุขภาพ และร้านกาแฟ แบรนด์เอส คอฟฟี่
          สำหรับการจำหน่ายหนังสือและสินค้าสุขภาพจะเพิ่มให้ ผู้ประกอบการที่ซื้อแฟรนไชส์ใน ปีหน้า ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และทางซุปเปอร์เอสฯจะเพิ่มในส่วนของชั้นวางไปให้ และหากสินค้าขายไม่ได้ก็สามารถคืนสินค้าได้ โดย ผู้ประกอบการจะได้กำไรจากการ ขายสินค้าดังกล่าว 15-30% ขณะที่ ร้านกาแฟ ผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มเงินทุนอีก 35,000 บาทในการซื้ออุปกรณ์ชงกาแฟ
          ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทมาจากการขายแฟรนไชส์ 90% รวมทั้งรายได้จากการหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากศูนย์ และสาขา นายศุภชัยมีรายได้ต่อปีราว 10 ล้านบาทเลยทีเดียว
          สำหรับเอสเอ็มอีรายเล็ก ๆ ช่องทางที่ใครมองว่าไม่น่าทำได้ หากคิดปรับใช้ต่อยอดจากธุรกิจรายใหญ่ที่เข้าไปไม่ถึง และตอบสนองในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ คือหัวใจการเติบโตของธุรกิจรายนี้
          เงื่อนไขแฟรนไชส์ Super S
          ธุรกิจ ซุปเปอร์ เอส แฟรนไชส์ มี ค่าแฟรนไชส์ รายละ 350,000 - 700,000 บาท และจะมีการต่อสัญญาแบบปีต่อปี คิดปีละ 7,500 บาท และการแบ่งค่าธรรมเนียมในการใช้บริการของแฟรนไชส์ซีที่จะต้องโอนมาที่ส่วนกลางซึ่งแฟรนไชส์แต่ละสาขาต้องโอนรายการมาอย่างน้อย 15 รายการจาก 500 รายการที่มีอยู่
          โดยแฟรนไชซีจะได้ 70% ของค่าธรรมเนียม และซุปเปอร์เอสฯ ได้  30%
          ค่าธรรมเนียมจะเริ่มตั้งแต่ 10 บาท ไปจนถึง 60 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทแฟรนไชซี จะมีรายได้เดือนละหลักหมื่นจนถึงแสน
          ศูนย์เรียนรู้ธุรกิจฯ ให้คำแนะนำ ผู้ประกอบการรายใหม่ ยังได้เงินจากการจัดอบรม- เสวนา รวมถึงค่าคอมมิสชั่นจากการหาแฟรนไชส์เพิ่มอีกด้วย
          โดยปัจจุบันมี 4 ศูนย์ทั่วประเทศ กระจายทั่วภูมิภาคต่าง ๆ คือ นครศรีธรรมราช, กาญจนบุรี, เชียงราย และ
ขอนแก่นที่กำลังจะเปิดในปีหน้า
          ภูมิภาคที่มีจำนวนสาขาสูงสุดอยู่ที่ภาคใต้ จำนวน 90 สาขา ใน 7 จังหวัด รองลงมาคือ ภาคกลาง 40 สาขา ใน 3 จังหวัด ภาคเหนือ 10 สาขา ใน 4 จังหวัด และภาคอีสานอีก 10 สาขา ใน 6 จังหวัด

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อีสานบูมเลี้ยง'ไก่งวง'เร่งกรมปศุสัตว์ยกเป็นวาระแห่งชาติ


            อีสานบูมเลี้ยงไก่งวง ประธานชมรมหวั่นล้นตลาด เหตุเป็นช่วงเริ่มต้นการเลี้ยง การรวมกลุ่มยังไม่ชัดเจน วอนกรมปศุสัตว์ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติเหมือนการเลี้ยงแพะในภาคใต้ พร้อมทำฟาร์มให้ได้มาตรฐานที่สามารถส่งออกได้
          นายเชษฐา กัญญะพงศ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงเขต 4 (อีสานตอนบน) และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม กล่าวว่า ขณะนี้ในภาคอีสานมีความนิยมเลี้ยงไก่งวงมาก เนื่องจากในจังหวัดนครพนมมีเกษตรกรดีเด่นด้านการเลี้ยงไก่งวงอยู่ในพื้นที่ และได้นำองค์ความรู้เรื่องไก่งวงมาถ่ายทอดให้เกษตรกรในจังหวัด จึงทำให้เกษตรกรในจังหวัดนครพนมและจังหวัดใกล้เคียงมีกระแสตื่นตัวหันมาเลี้ยงไก่งวงกันมาก แต่ตลาด ไก่งวงยังไม่กว้าง เป็นการเริ่มต้นเลี้ยงและเริ่มต้นรวมกลุ่ม ไม่ได้วางแผนเรื่องการตลาด ในอนาคตน่าเป็นห่วงว่าจะมีการล้นตลาดเหมือนกับสินค้าเกษตรอื่น ๆ
          พื้นที่ที่มีการบริโภคไก่งวงมากที่สุดในประเทศคือจังหวัดนครพนม ซึ่งสอดคล้องกันกับพื้นที่ที่มีประชากรไก่งวงหนาแน่นที่สุดก็คือจังหวัดนครพนม ซึ่งผลิตประมาณรุ่นละ 10,000 ตัว เฉพาะสมาชิกวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านคำเกิ้มมีอยู่ประมาณ 3,000 ตัว ตลาดหลักของการเลี้ยงไก่งวงเป็นตลาดในพื้นที่จังหวัดนครพนมและส่งออกไปประเทศลาว ส่วนในต่างจังหวัดมีการซื้อขายเล็กน้อย ยังไม่สามารถสร้าง รายได้เป็นกอบเป็นกำให้เกษตรกร ผลผลิตส่วนมากส่งเข้ามาขายในจังหวัดนครพนม
          ช่องทางการจำหน่ายหลักของเกษตรกรในจังหวัดนครพนมคือส่งเข้าร้านคำเกิ้มลาบไก่งวง ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านคำเกิ้มซึ่งเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงไก่งวงที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางตลาด และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้ตั้งร้านก๋วยเตี๋ยวไก่งวงและข้าวมันไก่งวงขึ้นมาอีกหนึ่งร้านเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด ความต้องการใช้ไก่งวงในทั้งสองร้านรวมกันประมาณวันละ 10 ตัว
          นายเชษฐากล่าวว่า การเลี้ยงไก่งวงยังเป็นระยะเริ่มต้น การรวมกลุ่มยังไม่ชัดเจน ยังไม่ได้มีการพูดคุยวางแผนการตลาด หรือการประชาสัมพันธ์ และยังไม่ได้ทำบัญชีรวม แต่ขณะนี้กำลังจะมีรูปแบบการขายที่ชัดเจนคือทำฟาร์มมาตรฐานสำหรับรวบรวมไก่งวงเพื่อจำหน่าย (สต๊อกฟาร์ม) เพื่อรับไก่งวงจากเกษตรกรในเครือข่ายมาพักสำรองเตรียมพร้อมส่งสินค้าเมื่อมีออร์เดอร์ โดยจะทำฟาร์มให้ได้มาตรฐานกรมปศุสัตว์ สามารถส่งออกได้ ในอนาคต 2-3 ปี ตั้งเป้าจะทำให้ประสบความสำเร็จเหมือนที่ภาคใต้ประสบความสำเร็จเรื่องการเลี้ยงแพะ
          "การเลี้ยงแพะในภาคใต้ได้รับการสนับสนุนจากกรมปศุสัตว์ให้เป็นวาระ แห่งชาติ ส่วนสำนักปศุสัตว์เขต 4 ก็เข้ามาสนับสนุนเรื่องไก่งวง แต่ยังไม่ตั้งไข่ คาดว่าคงไม่น่าล้ม แต่อาจจะโตช้า เพราะมีแรงสนับสนุนน้อย ทั้งแรงสนับสนุน แรงตอบรับของผู้บริโภคในประเทศ และการช่วยเหลือจากภาคราชการยังน้อยอยู่ อย่างกรมปศุสัตว์ก็ไม่มีงบฯมาช่วยผลักดันโดยตรง การลงมาช่วยเหลือสนับสนุนแต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่เจียดงบประมาณส่วนอื่นมาทำ แต่ที่ภาพลักษณ์กลุ่มบ้าน คำเกิ้มแข็งแรง เพราะสมาชิกอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พูดคุยกันง่าย"
          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ต้นทุนในการเลี้ยงไก่งวงสูงกว่าการเลี้ยงไก่เนื้อและไก่บ้าน เพราะระยะเวลาการเลี้ยงนาน และความต้องการอาหารไม่เหมือนกัน ซึ่งต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรในพื้นที่ใช้อิงตามต้นทุน ที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมปศุสัตว์ จ.มหาสารคาม อยู่ที่ กก.ละ 57 บาท ราคาขายไก่งวงหน้าฟาร์มในพื้นที่ จ.นครพนม กก.ละ 170-180 บาท ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ จะราคาลดหลั่นลงไปตามความนิยมบริโภค เช่น จ.นครราชสีมา กก.ละ 150 บาท
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 

เออีซีพลิกแผ่นดินอีสานเดือด ธุรกิจอสังหาฯโตก้าวกระโดด


              เมื่อคิดถึงภาค "อีสาน" ก่อนหน้านี้ต้องยอมรับว่า ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเห็นแต่ภาพความแห้งแล้ง ถนนหนทางทุรกันดาร ประชากรยากจน แต่ช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมานี้ เมื่อสาธารณูปโภคเข้าถึงพร้อม ๆ กับความเจริญในด้านต่าง ๆ ที่ผลักดันให้อีสานดูดีขึ้น โดยวัดได้จากการที่มี "ห้างสรรพสินค้า" เข้าไปเปิดให้บริการ ทั้งแบบค้าปลีก ค้าส่ง ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง มี "สายการบินต้นทุนต่ำ" ลงจอด ส่งผลให้การเดินทางไปมาหาสู่กันยิ่งสะดวกสบายขึ้น
          ล่าสุด เมื่อรัฐบาลกำลังจะพัฒนาโครงสร้างทาง "คมนาคม" ทั้งสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ถนน 4 เลน ขยายสนามบิน เพื่อรองรับการที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และอีกหลายจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องกีฬา เช่น บุรีรัมย์ ยิ่งส่งผลให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในเชิงที่อยู่อาศัย และในเชิงพาณิชย์เติบโตขึ้นมาก ขณะเดียวกันราคาที่ดินก็ถีบตัวสูงขึ้นเกินเท่าตัวแทบทุกพื้นที่
          ต้องยอมรับอีกอย่างว่า จังหวัดในภาคอีสานรวม 20 จังหวัด มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร สภาพทางภูมิศาสตร์ ระยะทางจากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่น ๆ รวมทั้งระยะทางในการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และสภาพความเป็นเมืองชายแดนหรือในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ แต่ส่วนใหญ่ก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดีมาก เมื่อเข้าสู่เออีซี ที่จะมีการลงทุนหลั่งไหลมาสู่อีสานมากขึ้น ทั้งการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร การขนส่งคมนาคมติดต่อกับประเทศในอินโดจีน ทั้ง สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม ตลอดไปถึงพื้นที่ตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
          สำหรับรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันก็สอด คล้องกับสภาพพื้นที่แต่ละจังหวัด เช่น เมืองชายแดนริมแม่น้ำโขง จะมีโรงแรม รีสอร์ทจำนวนมาก เช่น อ.เชียงคาน จ.เลย ถ้าเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ มีนักศึกษาจำนวนมาก ก็จะมีหอพัก อพาร์ตเมนต์มาก เช่น ขอนแก่น มหาสารคาม และแน่นอนว่า พื้นที่เศรษฐกิจใจกลางเมืองของจังหวัดใหญ่ มีราคาที่ดินปรับขึ้นสูงขึ้นมากเท่าใด ยิ่งเกิดคอนโดมิเนียมมากขึ้นตามเท่านั้น โดยเฉพาะที่ นครราชสีมา ขอนแก่น และอุดรธานี
          เมื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ และอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหล่านี้ ต้องแลกกับต้นทุนที่ดินที่ราคาแพงขึ้น เกิดการลงทุน การเก็งกำไร จนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในอนาคต เพราะไม่สามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ได้ จนอาจทำ ให้ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคอีสานโดยรวมต้องชะลอตัวลง ท่ามกลางปัญหาราคาวัสดุก่อสร้างและค่ารับเหมาก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการขาดแคลนแรงงาน ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นด้วย
          โดยจังหวัดที่มีที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก คือ ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี ส่วนจังหวัดที่มีโครงการที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ได้แก่ อุบลราชธานี มหาสารคาม และจังหวัดที่มีโครงการที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ นครพนม บึงกาฬ สกลนคร กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ยโสธร เลย ชัยภูมิ หนองบัวลำภู หนองคาย มุกดาหาร
          อย่างไรก็ดี ใน 20 จังหวัดภาคอีสานนั้น มีถึง 10 จังหวัด ที่ไม่มีคอนโดมิเนียมเลย ส่วนอีก 8 จังหวัดมีเพียง 1-3 โครงการเท่านั้น แต่มี 3 จังหวัดที่มีคอนโดมิเนียมจำนวนมาก จนน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะที่อยู่อาศัยล้นตลาด นั่นคือ นครราชสีมา อุดรธานี และขอนแก่น
          เหล่านี้คือทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ "สัมมนา คีตสิน" ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ ถ่ายทอดให้เห็นส่วนหนึ่ง หลังจากที่ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยแทบทุกจังหวัด ในภาคอีสานด้วยตัวเอง
ที่มา : เดลินิวส์

วิกฤติมะละกอไทย



            เมื่อเร็วๆ นี้ ทางยุโรปตรวจพบมะละกอที่นำเข้า จากประเทศไทยปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอ ซึ่งเรียกได้ว่ามากเป็นประวัติการณ์ และนั่นทำให้ไทย อาจต้องสูญเสียตลาดทั้งหมดในยุโรปและญี่ปุ่น หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้สั่งให้ตรวจเข้มผลิตภัณฑ์มะละกอจากประเทศไทยมากขึ้น โดยสุ่มตรวจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ของการนำเข้าทั้งหมด พร้อมทั้งขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยตรวจหาสาเหตุของการปนเปื้อนผลิตภัณฑ์มะละกอของไทย 
          โดยตรวจแล้วพบว่าผลิตภัณฑ์มะละกออบแห้ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมะละกอจีเอ็มโอต้านโรค ใบด่างจุดวงแหวน (Papaya Ring Spot Virus)ซึ่งไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย และขัดต่อ กฎหมายสุขอนามัยอาหาร (Food Sanitation Act) ของญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 
          วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่า จากการติดตามระบบเฝ้าระวัง ความปลอดภัยทางอาหารและอาหารสัตว์ (Rapid Alert System for Food and Feed) ของสหภาพยุโรปพบว่า เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา ยุโรปตรวจพบมะละกอผลดิบและผลิตภัณฑ์มะละกออบแห้งที่นำเข้าจากประเทศไทยปนเปื้อนจีเอ็มโอ สูงถึง 24 ตัวอย่าง ทั้งๆที่เป็นการสุ่มตรวจเพียงแค่ 9 เดือนแรกของปี 2556 เท่านั้น โดยจากสถิติที่ผ่านมา อียูเพิ่งพบการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอครั้งแรกจากประเทศไทยเมื่อปี 2549 จำนวน 1 ตัวอย่าง ปี 2552 จำนวน 3 ตัวอย่าง ปี 2555 จำนวน 11 ตัวอย่าง
          "การตรวจพบมะละกอจีเอ็มโอจากผลิตภัณฑ์มะละกอจากประเทศไทยในระดับสูงขนาดนี้ จะทำให้อียูยกระดับการตรวจเข้มมะละกอจากประเทศไทยเช่นเดียวกับญี่ปุ่น โดยอาจสุ่มตรวจในระดับมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนตัวอย่างที่นำเข้า และหากประเทศไทยยังไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ อียูอาจสั่งห้ามการนำเข้ามะละกอจากประเทศไทยในที่สุด 
          ปัญหานี้จะส่งผลกระทบทั้งต่อเกษตรกรที่ปลูก ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกมะละกอและผลิตภัณฑ์มะละกอจากประเทศไทยที่จะต้องมีภาระเสียค่าใช้จ่ายสำหรับห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอก่อนการส่งออกหรือไม่ และเชื่อว่าอียูจะขยายการตรวจสอบไปยังผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้มะละกอเป็นส่วนผสม เช่นซอส และฟรุตสลัดที่มีมะละกอเป็นองค์ประกอบด้วย"
          อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข ทั้งเกษตรกรผู้ปลูก ซึ่งจะต้องตรวจสอบเมล็ดพันธุ์มะละกอของตนว่า มาจากแหล่งที่ปลอดการปนเปื้อนทางพันธุกรรม ผู้ประกอบการที่รวบรวมผลผลิต แปรรูปและส่งออก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องจัดการปัญหาการปนเปื้อนทางพันธุกรรมอย่างจริงจังมากกว่านี้ ปัญหาการตีกลับและการตรวจสอบเข้มมะละกอ อาจทำให้ประเทศสูญเสียตลาดการส่งออกมะละกอไปยังยุโรป อียู และอีกหลายประเทศให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จากสถิติเมื่อปี 2554 ของ FAO ประเทศที่ส่งออกมะละกอมากที่สุดคือเม็กซิโก ส่งออก 104,797 ตัน รองลงมาคือบราซิล 28,823 ตัน ส่วนประเทศในอาเซียนที่ส่งออกมากได้แก่มาเลเซีย 22,207 ตัน และฟิลิปปินส์ 2,945 ตัน ส่วนไทยส่งออก 995 ตัน
          ปัญหาการปนเปื้อนทางพันธุกรรมของมะละกอจีเอ็มโอในประเทศเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2547 โดยเกิดจากการหลุดลอดของมะละกอจีเอ็มโอซึ่งอยู่ระหว่างการปลูกทดสอบที่สถานีวิจัยพืชสวน ของกรมวิชาการเกษตร จ.ขอนแก่น
 
          รายงานจากการเฝ้าระวังของมูลนิธิชีววิถียังรายงานด้วยว่านอกจากมะละกอแล้ว ปัญหา การปนเปื้อนจีเอ็มโอในข้าวโพดซึ่งยังไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง รวมทั้งความพยายามของบางฝ่าย ที่จะนำข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม NK603 ของ บริษัทมอนซานโต้มาปลูกทดสอบในแปลงเปิด จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

'เซ็นทรัล'บุกโคราชรับกำลังซื้อพุ่งยึดทำเล'บายพาส'ขึ้นศูนย์การค้า


         "เซ็นทรัล" ซุ่มเก็บที่ดินแปลงงาม พื้นที่ 60 ไร่ บนถนนบายพาส โคราช-ขอนแก่น ผุดศูนย์การค้า รองรับรถไฟความเร็วสูง-เศรษฐกิจเติบโต ด้านเจ้าถิ่น "เดอะมอลล์ โคราช" เตรียมต่อสัญญาเช่าใหม่ พร้อมเช่าพื้นที่บริเวณโดยรอบศูนย์ทำที่จอดรถ
          ในงานเสวนาหัวข้อ "ศูนย์กลางการค้า การลงทุน ภาคอีสาน" ในงานโรดโชว์สร้างอนาคตไทย 2020 ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา นายจักริน เชิดชาย ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ที่ผ่านมาโคราชได้รับความสนใจจากกลุ่มทุนส่วนกลางจำนวนมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคอีสาน ประกอบกับรัฐบาลมีโครงการยกระดับระบบคมนาคม ทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง หนึ่งในนั้นคือกลุ่มเซ็นทรัล ยักษ์ใหญ่ ผู้ประกอบการศูนย์การค้าของไทย
          "มีสิ่งที่น่ากังวลคือระบบสาธารณูปโภคที่จะขาดแคลนได้ หากมีการย้ายถิ่นฐานและการลงทุนเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก ตอนนี้ห้างเซ็นทรัลก็จะมาสร้าง และแสนสิริ กำลังเปิดขายคอนโดฯ"
          ขณะที่แหล่งข่าวในเทศบาลนครนครราชสีมาระบุว่า จุดที่เซ็นทรัลให้ความสนใจคือ ที่ดินบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เส้นทางเลี่ยงเมืองโคราชมุ่งหน้าสู่จังหวัดขอนแก่น อย่างไรก็ตาม เซ็นทรัลรอความชัดเจนของแนวก่อสร้างมอเตอร์เวย์ วังน้อย-นครราชสีมา ซึ่งน่าจะมีจุดเริ่มต้นบริเวณใกล้ ๆ กัน
          แหล่งข่าวระดับสูงในวงการนักพัฒนาที่ดินกล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลได้เตรียมแผน ที่จะขยายการลงทุนที่โคราช โดยเมื่อ เร็ว ๆ นี้ได้ปิดดีลซื้อที่ดินแปลงใหญ่ 60 ไร่ บนถนนบายพาสข้างปั๊มน้ำมัน ปตท.ฝั่งขาออกเมืองไปแล้ว
          ก่อนหน้านี้ นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น แสดงความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ไฮสปีดเทรนของภาครัฐว่า การลงทุนดังกล่าวไม่เพียงจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่จะกระจายเข้ามาในตลาดและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง เกิดเป็นชุมชนและเมืองขยายตามเส้นทางของการลงทุน เพื่อรองรับและเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางรถไฟและรถยนต์
          นอกจากนี้การลงทุนดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจและการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ได้มีการศึกษาและสำรวจเส้นทาง การลงทุนตามแนวขยายของการลงทุนครั้งใหญ่ของภาครัฐในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
          สอดคล้องกับ นายนริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการเงินและบัญชี บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวถึงการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลว่า ได้มองการเติบโตตลาดต่างจังหวัดตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว โดยประเมินจากสังคมเมืองของจังหวัดใหญ่ ๆ ที่เติบโตขึ้น ปัจจุบันมีศูนย์การค้าต่างจังหวัด 11 แห่ง และสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 13 แห่ง
          "ระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกทำเล และมีผลอย่างมากต่อการทำธุรกิจ ถ้าลงทุนภาครัฐล่าช้าจะทำให้เศรษฐกิจชะงัก ที่สำคัญไลฟ์สไตล์คนต่างจังหวัดจะเปลี่ยนไปแน่นอน จากประสบการณ์ของเราที่เห็นในจังหวัดใหญ่ ไลฟ์สไตล์ตลาดเปลี่ยนใน 2 ปี ส่วนจังหวัดรองใช้เวลา 3 ปี"
          นายนริศยังฉายภาพต่อไปว่า เมื่อโครงการ 2 ล้านล้านเกิดจะมีผลต่อการขยายตัวของประชากรในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยจากกรุงเทพฯไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ตามแนวพื้นที่การก่อสร้างโครงการ โดยเฉพาะบริเวณหัวเมืองใหญ่และประตูการค้าชายแดน ต่อไปตลาดภูมิภาคจะมีศักยภาพในการลงทุนและเติบโตอีกมาก
          ด้านนายปรีชา ลิ้มอั้ว ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ สาขานครราชสีมา กล่าวว่า การเข้ามาของไฮสปีดเทรนจะเป็นตัวเร่งเศรษฐกิจและกำลังซื้อของจังหวัดให้ขยายตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะโคราชที่ ถือเป็นเกตเวย์และเป็นศูนย์กลางเชื่อม 20 จังหวัดในภาคอีสาน และเป็นเกตเวย์ของประเทศเออีซีโดยรอบ และเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว ขณะนี้ เดอะมอลล์ โคราช ได้เช่าพื้นที่บริเวณโดยรอบสาขาสำหรับทำเป็นที่จอดรถเพื่อรองรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ รวมทั้งกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ ของศูนย์ ขณะเดียวกันก็จะเน้นการชูจุดขายด้วยความเป็นห้างของคนโคราชอย่างแท้จริง
          ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า สำหรับสาขาโคราช ขณะนี้ยังเหลือสัญญาเช่าอีก 10 ปี และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อต่อสัญญาใหม่ ซึ่งการมีไฮสปีด เทรนเข้ามาที่โคราชก็จะทำให้เห็นภาพ การลงทุนของสาขาที่ชัดเจนขึ้น
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ