วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

เฟดเอ็กซ์ เปิดสถานีบริการแห่งใหม่


            เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส เพิ่มการบริการส่งสินค้าในประเทศไทยด้วยการเปิดสถานีบริการเฟดเอ็กซ์แห่งใหม่ในจังหวัดขอนแก่นสถานีบริการแห่งใหม่นี้ ได้ขยายเวลารับพัสดุภัณฑ์จนถึง 18:00 น. นอกจากนี้พัสดุภัณฑ์ที่ถูกนำส่งมายังสถานีบริการเฟดเอ็กซ์ก่อน 13:00 น. จะถูกนำส่งอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางในกรุงเทพมหานคร  ภายในวันเดียวกันด้วยวยการตั้งอยู่ใจกลางเมืองขอนแก่น ห่างจากเสาหลักเมืองเพียงไม่กี่เมตร สถานีบริการเฟ็ดเอ็กซ์แห่งใหม่นี้จะอำนวยความสะดวกและมอบความมั่นใจในการส่งพัสดุภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วไปยังต่างประเทศไม่ว่าเพื่อธุรกิจหรือเป็นการส่วนตัว  สถานีบริการแห่งนี้จะเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ (9:30น. ถึง 18:00น.)และวันเสาร์ (10:30 น. ถึง 15:00น.)
          "เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดสถานีบริการแห่งใหม่ในจังหวัดขอนแก่น
 ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย"
          มร. เดวิด คาร์เดน กรรมการผู้จัดการบริษัทเฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยและอินโดจีนกล่าวว่า จะได้ใหบริการลูกค้าของเราผ่านทางสถานีบริการในจังหวัดขอนแก่น
 ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ มีแนวโน้มที่จะเติบโตและกลายเป็นจุดศูนย์กลางอุตสาหกรรมในจังหวัดและในพื้นที่ข้างเคียงและเพื่อฉลองการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น พนักงานเฟดเอ็กซ์จึงได้เข้ามอบโต๊ะและเก้าอี้โรงอาหารให้แก่โรงเรียนบ้านขมิ้นโนนหัวนา ภายใต้โครงการ Adopt-a-School ซึ่งคือหนึ่งในโครงการที่เฟดเอ็กซ์ได้มีส่วนร่วมเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนในชนบท
ที่มา : พิมพ์ไทย 

ตลาดรถเช่า Q1ระเบิดสงครามราคา !


         รถเช่าไตรมาสแรกระเบิด สง ครามรับร้อน "บัดเจ็ท" อัดงบตลาดปีมะเส็ง 50 ล้านบาท พร้อมเปิดแคมเปญกระตุ้นยอดทุกเดือน หวังดันยอดขายเข้าเป้าทั้งปี 1 พันล้าน ด้านมาสเตอร์ กรุ๊ป เอาใจลูกค้าเช่าบ่อย ด้วยการสะสมซิกท์ แสตมป์ เพื่อเป็นส่วนลดสูงสุด 600 บาท ส่วนค่ายไทยเร้นท์อะคาร์ ชูแคมเปญรถเล็ก-อีโคคาร์
          นายวันชัย  ตั้งพานิชดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิล์ดคลาส เร้นท์ อะคาร์ จำกัด ผู้ให้บริการรถเช่าแบรนด์ "Budget" หรือบัดเจ็ท เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาพรวมการแข่งขันในตลาดรถเช่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างดุเดือด มีการแข่งขันกันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดทั้งระยะสั้นและระยะยาวมีการเติบโต โดยในส่วนของบัดเจ็ทมีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 10%
          "มูลค่าตลาดรวมรถเช่าทั้งระยะสั้นระยะยาวรวมๆ กันก็คิดเป็นหลายหมื่นล้าน และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เพราะธุรกิจการท่องเที่ยวและการบินโลว์คอสต์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค และส่งผลดีมายังกลุ่มรถเช่า ส่วนการแข่งขันของผู้ประกอบการส่วนใหญ่นั้น ก็มีทั้งราคา และคุณภาพในการให้บริการ ซึ่งในส่วนของเราการจัดทำแคมเปญต่างๆถือว่ามีความยืด หยุ่นสูง เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย"
          ล่าสุดบริษัทได้มีแคมเปญทางการตลาด "Happy 70%" ประหยัดสูงสุด 70% เมื่อเช่ารถกับบัดเจ็ท รวมไปถึงการรับสิทธิประโยชน์มากมายอาทิ ฟรีอัพเกรดรถคอมแพ็กต์คาร์ ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป, ฟรีคะแนนสะสมในสายการบินพันธมิตร เมื่อเช่ารถ 7 วันขึ้นไป, ฟรีแพ็กเกจประกันภัยรถยนต์ เมื่อเช่ารถ 14 วันขึ้นไป และฟรีน้ำมัน 1 ถัง เมื่อเช่ารถ 21 วันขึ้นไป
          นายวันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้บริษัทมีการใช้งบประมาณทางการตลาด 50 ล้านบาท โดยจะมีการจัดทำแคมเปญต่างๆ รวมไปถึงการขยายสาขาในจังหวัดต่างๆ เพื่อรองรับกับการเติบโต ซึ่งบริษัทคาดว่าผลประ กอบการในปีนี้จะทำได้ประมาณ 1 พันล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้กว่า 800 ล้านบาท
          ด้านความเคลื่อนไหวของรถเช่าอีกหนึ่งค่ายอย่าง ซิกท์ หรือ Sixt Thailand  ก็จัดแคมเปญมอบส่วนลดแทนเงินสดมูลค่าสูงสุด 600 บาท เมื่อลูกค้าใช้บริการครบทุก 1 พันบาท จะได้รับแสตมป์ซิกท์มูลค่า 50 บาท จำนวน 1 ดวง เพื่อใช้แทนเงินสดในการเช่ารถครั้งต่อไป และเมื่อสะสมครบ 10 ดวง รับเพิ่มอีก 100 บาท  รวมมูลค่า 600 บาท โดยแคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 ตุลาคม 2556 และลูกค้าสามารถใช้แลกสิทธิพิเศษ ได้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน-31 ตุลาคม 2556 ที่ซิกท์ทุกสาขา
          ปัจจุบันซิกท์ มีสาขาที่เปิดให้บริการที่ สนามบินสุวรรณ ภูมิ, พระราม 3, พระราม 4, สนามบินเชียงใหม่, สนามบินเชียงราย, สนามบินขอนแก่น
, สนามบินอุดรธานี, พัทยา, ระยอง, สนามบินภูเก็ต, สนามบินกระบี่, สนามบินหาดใหญ่, สนามบินสุราษฎร์ธานี และสนามบินสมุย
          นายภูมน สมดี ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มาสเตอร์ คาร์ เร้นเทิล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มีการสั่งรถยนต์รุ่นอื่นๆเข้ามาอีกกว่า 300 คัน เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้า รวมไปถึงเพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น โดยบริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะเติบโต 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
          "เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราได้มีการเพิ่มจำนวนรถ และส่วนหนึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ อาทิ ฮอนด้า สเต็ป แวกอน จำนวน 30 คัน ทั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าครอบครัว ที่มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ซึ่งรถประเภทนี้มีความกว้างขวาง นั่งสบาย และมีประตูเปิดปิดไฟฟ้า สไลด์เปิดได้ทั้งซ้าย-ขวา อำนวยความสะดวกลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ราคาเริ่มต้นของรถในกลุ่มนี้อยู่ที่ 3,500 บาท/วัน เท่านั้น"
          ขณะที่ค่ายไทย เร้นท์ อะคาร์ ก็มีโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม นี้ สำหรับกลุ่มรถเล็ก-อีโคคาร์ อาทิ นิสสัน มาร์ช, ฮอนด้า บริโอ้, มิตซูบิชิ มิราจ ราคาเริ่มต้น 1.1 พันบาท หรือโตโยต้า วีออส 1.5 พันบาท และสำหรับลูกค้าที่โชว์ตํวเครื่องบินก็จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 5%
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

'ไทยสมายด์'ลั่นพร้อมรับเปิดเออีซีรุกขยายเส้นทางบินตปท.-ปั้น'ภูเก็ต'ฮับเชื่อมต่อ


           "การบินไทยสมายด์" ประกาศพร้อม เปิดประตูสู่เออีซี เร่งขยายเส้นทางบินต่างประเทศ หลังเส้นทางในประเทศ ได้รับการตอบรับดีเกินคาด เล็งปั้น "ภูเก็ต-จาการ์ตา-เชียงใหม่" เป็นฮับ เชื่อมต่อเส้นทางในภูมิภาค ส่วนเรื่องการตั้งบริษัทบริหารเองแยกจาก "การบินไทย" นั้นหากทุกอย่างเป็นตามแผนเชื่อสามารถบินโค้ดใหม่ได้ต้นปีหน้า
          หม่อมหลวงพุทธิสาร วรวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานสาขาประจำประเทศไทย ภาคพื้นอินโดจีนและสหภาพพม่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยธุรกิจการบินไทยสมายด์มีความพร้อมสำหรับเปิดเส้นทางบินในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย หลังจากที่ได้เปิดเส้นทางกรุงเทพฯ-มาเก๊า เส้นทางปฐมฤกษ์ของการบินไทยสมายด์ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้เปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ- มัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียรมาร์ จำนวนสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบินไปแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา
          จากนั้นได้ทยอยเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอีก 4 เส้นทางไป-กลับประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-อัห์มดาบาด สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน, เส้นทางกรุงเทพฯ-นิวเดลี สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน, เส้นทางภูเก็ต-มุมไบ สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน และเส้นทางภูเก็ตกัวลาลัมเปอร์ สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน
          "ตอนนี้หน่วยธุรกิจการบินไทยสมายด์ เรามีความพร้อมแล้วสำหรับการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ โดยโพซิชั่นแล้ว การบินไทยสมายด์จะยังคงโฟกัสในโลเกชั่น ที่เป็นเมืองรอง ส่วนเมืองหลักยังคงเป็นเส้นทางบินของการบินไทย"
          หม่อมหลวงพุทธิสารกล่าวต่อไปว่า การเปิดเส้นทางต่างประเทศทั้ง 5 เส้นทาง ดังกล่าวข้างต้นนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับเออีซีของการบินไทย ซึ่งบริษัทจะใช้แบรนด์การบินไทยสมายด์เป็นหัวหอกสำคัญในการรับมือการแข่งขัน เนื่องจากการบินไทยสมายด์มีต้นทุนที่ถูกกว่าการบินไทย ที่สำคัญในบางพื้นที่ก็ไม่สามารถใช้เครื่องบินลำใหญ่ได้ และที่สำคัญบริษัทยังต้องการสร้าง ให้เมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ ของไทยเป็นฮับของการบินเชื่อมต่อเส้นทางทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย
          "รูปแบบนี้ไทยแอร์เอเชียทำอยู่ เราเองก็พยายามมองในมุมนี้เช่นกัน โดยนอกจากกรุงเทพฯ หรือสุวรรณภูมิแล้ว ตอนนี้เราพยายามทำให้ภูเก็ตเป็นฮับ โดยเปิด เส้นทางบินภูเก็ต-มุมไบ และเส้นทางภูเก็ต-กัวลาลัมเปอร์ เป็นต้น ต่อไปเราอาจใช้เมืองจาการ์ตา อินโดนีเซีย เป็นฮับเพื่อไปกินตลาดในประเทศของอินโดนีเซียเช่นเดียวกับแอร์เอเชียที่มากินตลาดในประเทศของเรา หรือเราดันให้เชียงใหม่ เป็นฮับสำหรับดึงนักท่องเที่ยวจีน อินเดีย"
          ทั้งนี้ แผนการขยายจะขึ้นอยู่กับจำนวนเครื่องบินที่เข้ามา ซึ่งปัจจุบันการบินไทยสมายด์มีเครื่องบิน 5 ลำ จะครบ 10 ลำภายในสิ้นปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 17 ลำใน ปี 2557 และครบ 20 ลำในปี 2558
          สำหรับเส้นทางในประเทศที่เปิดให้บริการไปแล้ว คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี, กรุงเทพฯ-อุดรธานี, กรุงเทพฯ-ขอนแก่น
, กรุงเทพฯ-เชียงราย, กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ-กระบี่ นั้นได้รับการตอบรับที่ดีมาก มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารหรือเคบิ้นแฟลกเตอร์เฉลี่ยราว 75%
          หม่อมหลวงพุทธิสารกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้หน่วยธุรกิจไทยสมายด์อยู่ระหว่างการเตรียมตัวแยกธุรกิจออกจากบริษัทการบินไทยตามมติบอร์ดบริหาร ซึ่งหากเป็นไปตามแผนเชื่อว่าจะทำให้การบินไทยสมายด์มีศักยภาพในการบริหารงานได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพขึ้น โดยคาดว่ากระบวนการต่าง ๆ น่าจะแล้วเสร็จและ จดทะเบียนตั้งบริษัทได้ภายในเดือนเมษายนนี้ และสามารถบินด้วยโค้ดการบินใหม่ได้ในช่วงประมาณต้นปีหน้าเป็นต้นไป
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

พลังงานทางเลือกพุ่งรับวิกฤตไฟฟ้า'SPCG'ผลิตเพิ่มอีก50เมกะวัตต์


          โพสต์ทูเดย์หุ้นพลังงานพุ่งรับวิกฤตไฟขาดแคลน SPCG เชื่อมไฟเข้าระบบ50 เมกะวัตต์รับมือ ราคาหุ้นพลังงานทดแทนกลับมาคึกคักทันที หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีนายกรัฐมนตรีปล่อยเงินกู้30 ล้านบาท ไม่ถือเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จและปกปิดข้อมูล จากช่วงเช้าที่ดิ่งแรงจากความกังวลเรื่องการเมือง
          ทั้งนี้ ในวันที่ 5 เม.ย. จะเป็นวันแรกที่ประเทศไทยจะเกิดวิกฤตขาดพลังงานในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ไฟฟ้าหายไปจากระบบประมาณ 4,100 เมกะวัตต์ ซึ่งการขาดแคลนพลังงานได้ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ และทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบทุกตัว เช่นเอสพีซีจี (SPCG) ปิด 28.75 บาท เพิ่มขึ้น1.50 บาทจากช่วงเช้า ลงไปต่ำสุดที่ 26.25 บาท ซัสโก้ (SUSCO) ปิด 6.75 บาท บวก0.60 บาทจากช่วงเช้า ลงไปลึกที่ 5.65 บาทเดมโก้ (DEMCO) ปิด 15.30 บาท บวก1.30 บาทจากช่วงเช้า ลงลึกที่ 13.10 บาทและโซลาร์ตรอน (SOLAR) ปิด 8.85 บาทบวก 0.75 บาท จากที่ลงลึกช่วงเช้าที่ 7.45 บาท 
          น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SPCG เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 4-15 เม.ย. 2556 บริษัทได้เร่งทำโครงการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ปัญหาวิกฤตพลังงานไฟฟ้าช่วงเดือนเม.ย.นี้ โดยการเร่งเชื่อมโยงระบบทดสอบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเครือของเอสพีซีจีป้อนเข้าสู่ระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)เพิ่มอีก 7 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตลอดช่วงกว่า 50 เมกะวัตต์ 
          7 โครงการดังกล่าว คือ 
ขอนแก่น 2 โครงการ โซลาร์ฟาร์มขอนแก่น 2 และโซลาร์ฟาร์มขอนแก่น 7 นครราชสีมา 1 โครงการ คือ โซลาร์ฟาร์ม โคราช 6 บุรีรัมย์2 โครงการ คือ โซลาร์ฟาร์ม บุรีรัมย์ 1 และโซลาร์ฟาร์ม บุรีรัมย์ ลพบุรี 2 โครงการคือ โซลาร์ฟาร์มเอเจ เทคโนโลยี และโซลาร์ฟาร์มทิพยนารายณ์
ที่มา : โพสต์ทูเดย์

เที่ยวสงกรานต์สะพัด11,000 ล.


           ททท. ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยงช่วงสงกรานต์ 2.7 ล้านคน เงินสะพัด 11,000 ล้านบาท คาดทั้งปีทะลุเป้า 24.09 ล้านคน
          นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้านักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 12-16 เม.ย. 2556 ประมาณ 2.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% จะมีการใช้จ่ายเงินประมาณ 11,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20% เนื่องจากการเมืองภายในประเทศเริ่มนิ่ง และเศรษฐกิจโลกดีขึ้น
          ทั้งนี้ จากการสำรวจการจองที่พักในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ พัทยา พบว่าอัตราการเข้าพักสูง กว่า 70% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยสูงเป็นอันดับต้นๆคือ จีนและรัสเซีย ขณะที่นักท่องเที่ยวในประเทศนิยมเดินทางไปเที่ยวสงกรานต์ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี สมุทรปราการ สุโขทัย 
ขอนแก่น นครปฐม หนองคาย สงขลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต
          "มั่นใจว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยในปีนี้จะทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 24.09 ล้านคน โดยเดือน ม.ค.-ก.พ. ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 4.56 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.8% และวันที่ 1-27 มี.ค. ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ 1,230,296 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.93%"
ที่มา : โลกวันนี้

จับกระแสอสังหาฯ: อสังหาฯอุดรธานีเดือดยักษ์ใหญ่แห่ผุดคอนโดฯ


หากเอ่ยถึงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในภาคอีสานที่กำลังฮอตสุดๆคงหนีไม่พ้น จ.อุดรธานี ที่ขณะนี้มีผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มทยอยเข้าไปเปิดตัวโครงการแล้วเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เพราะกำลังซื้อยังมีอีกมาก ส่งผลให้รา คาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ดินบริเวณรอบห้างสรรพสินค้ายูดี ทาวน์ ราคาอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาท/ตารางวาขึ้นไป และที่ดินบริเวณรอบศูนย์ การค้าเซ็นทรัลพลาซา ราคาอยู่ที่ประมาณ 120,000-150,000 บาท/ตารางวา
          AP เสือปืนไวผุด "Aspire"
          เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัทเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดี เวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ได้เปิดตัวโครงการ Aspire อุดรธานี ซึ่งเป็นโครงการแรกของ AP ในการรุกตลาดต่างจังหวัด โดยโครงการดังกล่าวอยู่บนถนนโพศรี ตำบลหมากแข้ง บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 413 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 27-41.5 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ 1.43 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 705 ล้านบาท ล่าสุด (28 มีนาคม 2556) มียอดขายแล้ว 75% หรือประมาณ 450 ล้านบาท ซึ่งลูกค้า 90% เป็นชาวอุดรธานีที่ตั้งใจซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ที่เหลือเป็นกำลังซื้อจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น หนองคาย 
ขอนแก่น นครราชสีมา กาฬสินธุ์ สกลนคร เป็นต้น
          LPN เปิดตัว 6 วัน ยอดขาย 90%
          บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวล ลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN  ก็ไล่เปิดตัวโครงการ ลุมพินี เพลส ยูดี-โพศรี ตามมาติดๆเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นโครงการอีสานตอนบนจังหวัดแรกที่ LPN เข้าไปพัฒนา ตั้งอยู่บริเวณถนนโพศรี บนพื้นที่ 13 ไร่เศษ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 14 ชั้น จำนวน 6 อาคาร ขนาด 22.5-26 ตารางเมตร รวม 1,373 ยูนิต ราคาขาย 1-1.29 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ปรากฏว่าสามารถทำยอดขายได้ถึง 1,200 ยูนิต คิดเป็น 90% รวมมูลค่าการขายกว่า 1,600 ล้านบาท (ณ วันที่ 28 มีนาคม 2556) โดย 80% เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ที่เหลือเป็นการซื้อเพื่อลงทุน ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้รับการอนุมัติก็สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันที เพราะต้องส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าภายในกลางปี 2557
          อย่างไรก็ตาม จากผลตอบรับที่ดีของลูกค้า มีแนวโน้มว่า LPN อาจจะมีการลงทุนโครงการที่ 2 อย่างต่อเนื่อง เพราะอุดรธานีถือเป็นจังหวัดที่มีศักย ภาพทางด้านทำเล โดยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทางด้านโลจิสติกส์ในด้านการค้าและการลงทุนไปยังอินโดจีน ซึ่งตอบรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้ LPN ได้มองหาที่ดินที่มีศักยภาพเพื่อนำมาพัฒนาต่อไป
          จับตา SIRI ส่ง "เดอะ เบส"
          ประมาณเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI จะเปิดตัวโครงการคอนโดฯบริเวณใกล้เคียงศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี ซึ่งมีที่ดินรองรับแล้วประมาณ 3 ไร่ โดยมีกระแสข่าวว่าแสนสิริซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวในราคา 120,000 บาท/ตารางวา ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ โดยไม่เปิดเผยว่าจะพัฒนาภายใต้แบรนด์ใด แต่แนวโน้มน่าจะเป็นแบรนด์ "เดอะ เบส" เพราะแบรนด์ดังกล่าวมีความสูง 20-40 กว่าชั้น ราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาทขึ้นไป แต่หากพัฒนาภายใต้แบรนด์ "ดี คอน โด" ความสูงจะอยู่ที่ประมาณ 8 ชั้น ราคาประมาณ 1.6-1.7 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอสังหาฯอุดรธานียังมีอัตราการเติบโตที่สูง เพราะอยู่ใกล้ประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า และประชาชนในจังหวัดอุดรธานีล้วนเป็นผู้มีฐานะ สังเกตได้จากที่ดินใน อ.เมือง ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนมือมากนัก เพราะผู้ถือครองที่ดินไม่ค่อยปล่อยขาย หากมีการซื้อ-ขายราคาก็ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะถนนสายหลักในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
ที่มา : โลกวันนี้วันสุข 

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

'ม.ศรีปทุม'จับมือพม่าเตรียมส่งออกหลักสูตร


            ม.ศรีปทุมรุกเปิดวิทยาเขตที่ขอนแก่นดูดนักศึกษาอีสาน-ลาว เดินหน้าดันหลักสูตรใหม่ เตรียมเจรจาพม่าส่งออกหลักสูตร พร้อมเร่งสร้างเครือข่ายต่างประเทศเสริมแกร่งหลักสูตรนานาชาติ
          นางรัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้วางยุทธศาสตร์รองรับการเปิดประชาคมอาเซียนด้วยการไปเปิดวิทยาเขตใหม่ที่จังหวัดขอนแก่น บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ เบื้องต้นเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี 6 สาขา ได้แก่ นิติศาสตร์, การจัดการ, การบัญชี, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และการจัดการท่องเที่ยว รวมถึงหลักสูตรปริญญาโทในสาขานิติศาสตร์และหลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ขณะที่หลักสูตรนานาชาติจะเปิดสอนในปีหน้า
          "ขอนแก่นเป็นเมืองธุรกิจและเมืองหน้าด่านของภาคอีสานที่สามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศลาวและประเทศอาเซียนในแถบนั้นได้ ซึ่งเราได้ลงทุนกับวิทยาเขตนี้ไปแล้ว กว่า 500 ล้านบาท โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าปีแรกจะรับนักศึกษาประมาณ 500 คน"
          นอกจากนี้ ม.ศรีปทุมจะเปิดภาคเรียนสอดคล้องกับประเทศอาเซียนในปีการศึกษา 2556 เริ่มต้นด้วยภาคฤดูร้อนในเดือน มิ.ย.ทำการเรียนการสอน 1-3 วิชา เพื่อให้นักศึกษาได้ปรับตัวด้านการเรียนก่อนที่จะเรียนเต็มที่ในภาคเรียนที่ 1 เดือน ส.ค.และภาคเรียนที่ 2 เดือน ม.ค.
          "เรามีการเปิดสาขาใหม่ คือสาขาประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งคนมักคิดว่าประชาสัมพันธ์กับสื่อสารการตลาดต้องเรียนแยกส่วนกัน แต่โลกการทำงานจริงกลับไม่ใช่ เพราะคุณต้องรู้ว่าการตลาดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ"
          โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ม.ศรีปทุมได้ทำ MOU กับ MCC Training Institute ประเทศพม่า ซึ่งกำลังจะยกระดับจากศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นมหาวิทยาลัย และเปิดโปลีเทคนิค โดยได้เห็นศักยภาพของ ม.ศรีปทุมที่มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเครือประมาณ 10 แห่ง และโรงเรียนระดับชั้นอนุบาลและ ประถมศึกษาอีก 2 แห่ง ทั้งนี้ เขาส่ง เจ้าหน้าที่และอาจารย์มาเรียนรู้งานด้านวิชาการ ขณะเดียวกันยังได้เจรจราให้ ม.ศรีปทุมไปเปิดหลักสูตรที่ประเทศพม่าด้วย
          "นอกเหนือจากความร่วมมือกับประเทศอาเซียน ล่าสุดเรายังจับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับประเทศอังกฤษ ซึ่งเขามีแคมปัสที่ประเทศจีนด้วย โดยเราได้จัดทำหลักสูตรโลจิสติกส์และไอที ทำให้นักศึกษาของเราไปเรียนที่ประเทศจีนและอังกฤษได้ ขณะที่นักศึกษาจากทั้ง 2 แคมปัสข้างต้นก็สามารถมาเรียนที่ไทยได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับหลักสูตรนานาชาติของ ม.ศรีปทุมมากขึ้น" นางรัชนีพรกล่าว
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ