วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แบงก์กรุงเทพลุยธุรกิจต่างประเทศคาดสาขาสิงคโปร์ปีนี้เติบโต 20%


          ชี้ธุรกิจไทยแกร่งขยายลงทุนนอกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
          แบงก์กรุงเทพโชว์ความเก๋าแข่งแบงก์ต่างชาติ ในอาเซียน หวังเป็นบีโอไอให้ลูกค้าระหว่างประเทศ เผยธุรกรรมในสิงคโปร์ปีนี้โต 20% จากการ ลงทุนข้ามชาติที่เข้าสู่เออีซี โดยเฉพาะลูกค้าไทยที่ออกไปลงทุนซื้อกิจการต่างประเทศ ผ่านสาขาสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้น มองแนวโน้มยังโต 2 หลัก พร้อมขยายฐานลูกค้าอาเซียนเพิ่มเป็น 50% ในอีก 3 ปี
          นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ  เปิดเผยว่า  ธนาคารมีเครือข่าย สาขาต่างประเทศอยู่ 26 สาขาและ 1 สำนักงานตัวแทน โดยกลยุทธ์รับมือกับโอกาสจากการเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีนั้น ธนาคารได้วางยุทธศาสตร์ให้สาขาต่างประเทศแต่ละแห่งทำหน้าที่เหมือนสำนักงานสนับสนุนการลงทุนหรือบีโอไอให้ลูกค้าของกันและกัน ทั้งการให้ข้อมูลและส่งต่อการดูแลระหว่างสาขา
          ซึ่งธนาคารสามารถใช้จุดแข็งจากการทำธุรกิจในต่างประเทศเป็นเวลานานสร้างความความแตกต่างของการให้บริการผ่านสาขาต่างประเทศ โดยในปีนี้สาขาต่างประเทศของธนาคารทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์ได้เปิดดำเนินการมาครบ 60 ปีและ 50 ปีตามลำดับ
          "การมีรากฐานที่ยาวนานในแต่ละประเทศ เป็นเมื่อเทียบกับธนาคารต่างประเทศบางแห่งที่เพิ่งเริ่มขยายการลงทุนไปต่างประเทศ  โดยธนาคารจะมีข้อมูลการลงทุนที่ลึกซึ้งมากพอและมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายต่าง ๆ ที่สามารถช่วยลูกค้าในการเข้าไปลงทุนได้  โดยปัจจุบันสินเชื่อในประเทศสิงคโปร์ถือเป็นอันดับ 3 ของสินเชื่อจากเครือข่ายต่างประเทศทั้งหมดของธนาคารที่มีกว่า 18% ของสินเชื่อรวม  ซึ่งสัดส่วนสินเชื่อจากฮ่องกงมีสูงสุดเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยสินเชื่อ จากจีนและอินโดนีเซียเป็นอันดับ 4 กลยุทธ์ของเราคือสาขาแต่ละแห่งทำตัวเป็นผู้ส่งเสริมการลงทุกค้าระหว่างประเทศในเครือข่ายเดียวกัน"
          ทางด้านนายเจริญลาภ ธรรมาณิชานนท์ ผู้จัดการการทั่วไป  ธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงคโปร์ กล่าวว่า  ในปี 2556 ธุรกิจในประเทศสิงคโปร์เติบโตได้ 20% จากปี 2555 ทั้งในแง่สินเชื่อและเงินฝาก  จากธุรกรรมการลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในเออีซี ทั้งการซื้อขายกิจการข้ามประเทศที่ธนาคารมีส่วนเข้าไปสนับสนุนทางการเงิน โดยแนวโน้มในระยะถัดไปเชื่อว่าจะยังเห็นการเติบโตในระดับ 2 หลัก ขณะที่ฐานลูกค้าจากไทยมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในสาขาสิงคโปร์จากช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้มี 10% ขณะนี้เพิ่มเป็น 20% สะท้อนว่าลูกค้าไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้นสามารถขยายการลงทุนออกมาในภูมิภาคมากขึ้น
          เขากล่าวอีกว่า การเข้าสู่เออีซีทำให้บริบทของการแข่งขันเปลี่ยนไปธนาคารคาดว่าในระยะ 3 ปีข้างหน้า ลูกค้าจากอาเซียนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50%  จากปัจจุบันที่มีเพียง 30%   โดยในแง่ ของเงินฝากธนาคารเปิดรับมาจากธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลักเช่นกัน และกว่า 50% เป็นเงินฝากท้องถิ่นอีก 50% มาจากภูมิภาค  โดยความมั่งคั่งจากการทำธุรกิจของลูกค้า  ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดเงินฝากมากขึ้นโดยเน้นลูกค้าชั้นดี และขยายฐานลูกค้าใหม่ต่อเนื่อง
          สำหรับในแง่การแข่งขันของธุรกิจต่างประเทศในสิงคโปร์นั้นมีสูงมากจากจำนวนธนาคารทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน เนื่องจากมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด  แต่จะเห็นได้ในขณะนี้ทางการสิงคโปร์เริ่มเปิดให้ต่างประเทศเข้ามายากมากขึ้น  หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้สิงคโปร์รู้ว่าการมีเศรษฐกิจระบบเปิดทำให้ได้รับผลกระทบได้เร็ว ในส่วนของธนาคารกรุงเทพได้เข้ามาเปิดสาขามาเป็นเวลานาน ก่อนที่สิงคโปร์จะแยกออกมาเป็นประเทศ มีความเชี่ยวชาญทางด้านการค้าระหว่างประเทศ และการส่งออก โดยสาขาสิงคโปร์ถือเป็นศูนย์กลางการค้า เนื่องจากมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี
          "ธนาคารกรุงเทพอยู่มานาน ลูกค้าไม่ได้มองเราเป็นธนาคารไทย 100% แต่มองเป็นแบงก์ Oversea Chinease  กว่า 80%  ของลูกค้าเป็นต่างชาติ มีลูกค้าไทยเพียง 20%  ซึ่งสัดส่วนลูกค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีลูกค้าไทยไม่ถึง 10% ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนามและสิงคโปร์ที่มีการค้าในภูมิภาค ซึ่งการให้สินเชื่อ ในสิงคโปร์ไม่ใช่เพื่อการลงทุนในประเทศ แต่เป็นแหล่งการระดมทุนเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ เช่นผลิตสินค้าในอินโดนีเซียส่งขายไปในภูมิภาคอื่น แต่มาใช้สินเชื่อจากสิงคโปร์  ซึ่งเราอยู่ในจุดที่ได้เปรียบมากในเออีซี มีฐานลูกค้าในเออีซีแล้วยังมีเครือข่ายช่วยเสริม"
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 

ดันไทยสู่เวทีจัดประชุมแห่งเอเชีย


นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ เปิดเผยว่า ภายใต้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมข้ามชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ (ไมซ์) ของทีเส็บ ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2556 ประเทศไทยมีนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศเข้ามา 1,013,502 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่ระดับ 13.21% ด้านรายได้เติบโต 10.93% คิดเป็นมูลค่ารายได้ 88,458 ล้านบาท เกิดเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งด้านจำนวนคนและรายได้ โดยภูมิภาคที่มีจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์สูงสุดคือ เอเชีย 75.25% สหภาพยุโรป 10.06% และสหรัฐ 4.72% และประเทศที่มีนักเดินทางไมซ์สูงสุง 5 อันดับ ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สำหรับในปีงบประมาณ 2557 ทีเส็บได้รับการจัดสรรงบ 880 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อเพิ่มจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ 5% หรือ 987,000 คน และสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมไมซ์ 10% คิดเป็นมูลค่า 96,900 ล้านบาท
          สำหรับแผนงานส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ ในปีหน้า ทีเส็บ จะยกระดับไมซ์ไทยสู่ตลาดคุณภาพ เพื่อดึงงานไมซ์เข้ามาจัดในประเทศไทย ให้มากขึ้นและยกระดับชื่อเสียงของประเทศไทย สู่ความเป็นเลิศในการเป็นจุดหลายปลายทางของการประชุมที่มีคุณภาพของเอเชีย และแบ่งตลาดเป้าหมายเป็น 3 กลุ่ม แยกตามลักษณะจุดแข็งทางการตลาดของประเทศ คือ แบ่งตามพื้นที่ ตามรายธุรกิจ และตามรายอาชีพ
          "การจัดกลุ่มตลาดตามพื้นที่แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มตลาดหลัก 50% มุ่งเน้นการประมูลสิทธิ์ (WIN) ดึงงานจากประเทศในเอเชียและโอเชียเนีย รวมทั้งประเทศจากอาเซียน ฮ่องกง ไต้หวัน กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม 2.กลุ่มตลาดที่ต้องรักษา 30% เน้นการรักษาตลาดเดิมในยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง มีกลุ่มประเทศหลักคือ อังกฤษเยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3.กลุ่มตลาดใหม่ที่มีการเติบโตสูง 20% ที่จะเน้นเจาะตลาดใหม่จากแอฟริกา ยุโรปตะวันออก และกลุ่ม BRIC ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน".
ที่มา : ไทยรัฐ 

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในลาว


         "รายงานตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" ฉบับล่าสุด ของคอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุ ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากเข้าไปลงทุนในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งในรูปแบบของการขยายธุรกิจเพิ่มเติม หรือว่าเป็นการเข้าไปลงทุนใหม่
          สุรเชษฐ กองชีพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย จากคอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า "นักลงทุนจากประเทศเวียดนาม จีน และไทย เป็นนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในประเทศลาวมากที่สุดสามอันดับแรก เพราะทั้งสามประเทศนี้มีชายแดนติดกับประเทศลาว นอกจากนี้แปดในสิบอันดับแรกเป็นนักลงทุนจากประเทศในอาเซียน แม้ว่าลาวจะไม่มีทางออกไปสู่ทะเล แต่ว่าทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมหาศาล และเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะขยายตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ"
          จำนวนของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปีพ.ศ.2555 มีประมาณ 3 ล้านคน มากกว่าปีพ.ศ.2554
          สูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้มากขึ้น เช่น การงดเว้นการขอวีซ่า เส้นทางการบินใหม่ ปีการท่องเที่ยวลาว 2555
          มีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปีพ.ศ.2556 มากถึง 3.7 ล้านคนเพิ่มขึ้นประมาณ 14% จากปีพ.ศ.2555 ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะ "ธุรกิจโรงแรม"ตอนนี้มีโรงแรมที่กำลังก่อสร้างหลายแห่ง โดยมีห้องพักรวมกันประมาณ 990 ห้อง โดยทั้งหมดมีกำหนดที่จะเปิดให้บริการในปี พ.ศ.2557 นักลงทุนชาวต่างชาติหลายรายลงทุนพัฒนาโครงการโรงแรมระดับ 4-5 ดาวในเวียงจันทน์ เช่น กลุ่ม HAGL จากเวียดนาม กลุ่มเดอะรีกัล โกลบอลอินเวสท์เม้นท์ และดีเวลลอปเม้นท์ ของสิงคโปร์
          โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการของนักลงทุนชาวต่างชาติที่มีแผนจะพัฒนาในอนาคตในเวียงจันทน์ ก็มีโรงแรมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ เช่น โครงการ Vientiane New World ตามแนวแม่น้ำโขง โครงการ The World Trade Centre ในใจกลางเวียงจันทน์ โครงการ Vientiane  Complex และอีกโครงการที่พัฒนาโดยกลุ่ม BIM ของเวียดนาม
          "ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า" ก็น่าสนใจไม่แพ้ธุรกิจโรงแรม เพราะนักลงทุนชาวต่างชาติหลายรายที่ลงทุนในเวียงจันทน์ในหลายอุตสาหกรรม ต้องการพื้นที่อาคารสำนักงานคุณภาพที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี ที่จอดรถเพียงพอ และการบริหารอาคารที่มีคุณภาพ แม้ว่าจะมีนักลงทุนชาวต่างชาติหลายรายที่เช่าบ้านเดี่ยว หรืออาคารพาณิชย์เพื่อใช้เป็นสำนักงาน
          อาคารสำนักงานแห่งแรกในเวียงจันทน์เปิดให้บริการในปี พ.ศ.2536 ใน Chantabuly ซึ่งการขาดแคลนที่ดิน และราคาที่ดินที่เพิ่มสูง ขึ้น เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์ ใน Chantabuly ดังนั้นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ จึงอยู่ในพื้นที่อื่น
          ค่าเช่าเฉลี่ยของอาคารสำนักงานในเวียงจันทน์อยู่ที่ 5-15 ดอลลาร์ สหรัฐต่อเดือน ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวก และทำเลที่ตั้ง อาคารสำนักงานส่วนใหญ่ในเวียงจันทน์มีอัตราการเช่าค่อนข้างสูง แม้ว่าจะมีพื้นที่ในอาคารสำนักงานที่ยังคงว่างอยู่ โดยเฉพาะในอาคารสำนักงานที่ตั้งอยู่ไกลจากพื้นที่ธุรกิจ
          "พื้นที่ค้าปลีก" ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่น่า สนใจสำหรับชาวต่างชาติ แม้ว่าจำนวนประชากรในเวียงจันทน์จะไม่มาก และไม่เหมาะกับโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อุปทานพื้นที่ค้าปลีก ในเวียงจันทน์มีอยู่ไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่สร้างเสร็จ และเปิดให้บริการใน ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ว่าโครงการเหล่านี้ยังคงมีมาตรฐานต่ำ กว่าโครงการอื่น ๆ ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการแบ่ง และจัด พื้นที่เช่า
          โครงการพัฒนาขนาดใหญ่บางโครงการในเวียงจันทน์เป็นการเพิ่มความต้องการพื้นที่ค้าปลีก เพราะในโครงการเหล่านี้มีการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีก โรงแรม อาคารสำนักงาน และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ดังนั้น เวียงจันทน์มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอนาคต ไม่ใช่แค่ศูนย์กลางการเดินทางไปหลวงพระบาง เมื่อโครงการเหล่านี้สร้างเสร็จ
          "ผู้ประกอบการซูเปอร์สโตร์ มอลล์ และศูนย์การค้าในประเทศไทยก็กำลังมองหาลู่ทางในการเปิดศูนย์การค้าแห่งแรกของตนเองในลาว โดยเฉพาะในเวียงจันทน์ และหลวงพระบาง แต่อาจจะมาในรูปแบบที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เนื่องจากประชากรในลาวยังคงมีไม่มาก" สุรเชษฐ กองชีพ กล่าวสรุป.
ที่มา : เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ธุรกิจงานออกแบบตกแต่งโตกระฉูด'จาร์เค็น'โหมรุกตลาดเพื่อนบ้านรองรับการเปิดประชาคม


ปี 2554 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าธุรกิจออกแบบตกแต่งมีอัตราการเติบโตโดยรวมอย่างต่อเนื่องประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี เพราะลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญกับงานดีไซน์มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวถือเป็นอาชีพที่อิสระ จึงยังไม่มีการแบ่งแยกประเภทที่ชัดเจน และในส่วนของบริษัทเองก็มีอัตราการเติบโตประมาณ 10-15% ต่อปี
          สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2556 ได้รุกธุรกิจรับออกแบบตกแต่งให้ลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จากเดิมที่เคยมีประสบการณ์การออกแบบให้ลูกค้าในกลุ่มประเทศยุโรปมาแล้ว เพื่อรองรับการเปิดตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 จากปัจจุบันที่มีลูกค้าต่างประเทศในกลุ่มนี้ 3 ราย คือจากพม่า ลาว และเวียดนาม ซึ่งล้วนเป็น นักธุรกิจของประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะพม่า เป็นนักธุรกิจหยก ได้ให้บริษัทเข้าไปออกแบบตกแต่งที่อยู่อาศัยทั้งภายนอกและภายใน มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท
          โดยที่อยู่อาศัยหรืออาคารสำนักงานที่จาร์เค็นออกแบบ จะใช้ระยะเวลาในการออกแบบประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ใช้สอยของตัวอาคารหรือที่อยู่อาศัย นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพฤติกรรมชาวต่างชาติในด้านความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งสัดส่วนการดำเนินงานของบริษัท จะเป็นงานออกแบบตกแต่งในประเทศ 90% และงานต่างประเทศ 10%
          ในขณะเดียวกันหากเป็นงานออกแบบโดยบริษัท พาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจาร์เค็น ที่ตั้งขึ้นมา เมื่อต้นปี 2556 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับกลางถึงบน โดยที่อยู่อาศัยหรืออาคารสำนักงานที่ออบแบบโดยบริษัทดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาในการออกแบบเพียง 1-3 เดือนเท่านั้น แล้วแต่ขนาดพื้นที่ ลูกค้าจะมีทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ
          นอกจากนี้บริษัทยังได้ร่วมทุนกับผู้ประกอบการ
อสังหาริมทรัพย์รายย่อย 3 ราย ในการเข้าไปบริหารโครงการที่อยู่อาศัย จำนวน 3 โครงการ คือ โครงการบ้านเดี่ยว ในย่านแจ้งวัฒนะ ราคาเริ่มต้นประมาณ 40-50 ล้านบาทต่อยูนิต, อาคารพาณิชย์ ย่านดอนเมือง ราคาเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านเดี่ยว ที่อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ราคาเริ่มที่ประมาณ 2-3 ล้านบาท โดยขณะนี้บริษัทอยู่ในระหว่างการออกแบบโครงการ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้
          "ในอนาคตบริษัทจะร่วมทุนกับ ผู้ประกอบการรายอื่นอีกหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป โดยรายได้ปัจจุบันของบริษัทจะมาจากการออกแบบตกแต่ง ในสัดส่วน 90% และเป็นที่ปรึกษาโครงการ สัดส่วน 10%"นายกุลเดช กล่าว
ที่มา : แนวหน้า 

อาเซียน..บีบ! ปี58น้ำตาลไทย..ไปทางไหน?


          น้ำตาลเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย โดยเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ติด1 ใน 3 ของโลก ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ราคาน้ำตาลไทยอาจต้องใช้ระบบ..ลอยตัว
          เนื่องจากปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำตาลในเมืองไทยไม่ได้อิงกับราคาตลาดโลกเพราะฉะนั้นไม่ว่าราคาตลาดโลกจะขึ้นหรือลงก็ไม่ส่งผลกระทบต่อกระเป๋าคนไทยเรายังซื้อน้ำตาลตามราคาควบคุมคือกิโลกรัมละ 22.30-23.30 บาท
          แต่เมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี การใช้ระบบควบคุมจะส่งผลกระทบต่อน้ำตาลไทยทั้งขึ้นทั้งล่องคือหากราคาในตลาดโลกตกต่ำ ราคาขายปลีกในเมืองไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะมีการลักลอบนำเข้าน้ำตาลมาขายในเมืองไทย ในขณะเดียวกันหากราคาขายในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าเมืองไทย ก็จะมีการลักลอบขนน้ำตาลในโควตาก. ซึ่งเป็นน้ำตาลสำหรับบริโภคในประเทศออกไปขายในตลาดเพื่อนบ้าน
          ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเสนอว่าถึงเวลาหรือยังที่ไทยจะลอยตัวราคาน้ำตาลให้เป็นราคาเดียวกับตลาดโลก เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกหรือนำเข้า
          แต่ประเด็นที่ต้องขบคิดคือหากลอยตัวราคาน้ำตาลแล้วจะกระทบต่อชาวไร่อ้อยหรือเปล่า จะมีการนำเงินไปอุดหนุนชาวไร่อ้อยในช่วงราคาตกต่ำเหมือนระบบเดิมหรือเปล่า ซึ่งระบบเดิมนั้นกำหนดสูตรส่วนแบ่งรายได้ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงาน 70-30 คืออ้อยที่ขายไปในตลาดชาวไร่อ้อยจะได้ส่วนแบ่ง 70% โรงงาน30% โดยจะมีการประกาศราคาอ้อยขั้นต้น ด้วยการคำนวณปัจจัยรอบด้านทั้งราคาตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ถ้าราคาอ้อยขั้นต้นสูงในระดับที่ชาวไร่อ้อยรับได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายก็จะต้องหาเงินไปชดเชยส่วนต่างนั้น เช่นราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 56/57 ราคา950 บาทต่อตันอ้อย ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต200 บาท เนื่องจากต้นทุนการผลิตอยู่ที่1,150-1,200 บาท กองทุนอ้อยฯ จะต้องกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส.ไปชดเชยให้ชาวไร่อ้อยตันละ 200 บาทเป็นอย่างต่ำ หากมีอ้อยเข้าสู่ระบบ 100 ล้านตัน ต้องใช้เงินสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท
          เมื่อกองทุนอ้อยฯ กู้เงินมาแล้วก็มีภาระต้องหาเงินไปคืน ธ.ก.ส. ปัจจุบันเงินจำนวนนี้ได้มาจากส่วนแบ่งน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 5 บาทที่ประกาศขึ้นราคาสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จากกิโลกรัมละ 18 บาทเป็น 23 บาท หากเปลี่ยนมาใช้ระบบลอยตัวราคาน้ำตาล เงินส่วนนี้ก็จะหายไป ต้องใช้เงินงบประมาณของประเทศ หากงบประมาณมีปัญหาเงินอาจไม่ถึงมือชาวไร่อ้อย ก็จะกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลทั้งระบบ
          นายบัญชา คันธชมภู รองผู้อำนวยการสำนักกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่าอีกไม่ถึง 2 ปีประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับราคาน้ำตาลให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก ซึ่งวันนี้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง โดยจะเปลี่ยนระบบการค้าน้ำตาลจากการควบคุมราคามาเป็นการลอยตัวราคา แต่ยังติดปัญหาว่าถ้าเปลี่ยนเป็นระบบลอยตัวจะมีส่วนแบ่งเข้าสู่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเท่าไหร่ เพราะกองทุนก็มีภาระต้องอุดหนุนชาวไร่อ้อยทุกปี ปัจจุบันแม้สถานะกองทุนจะดีขึ้นมาบ้างโดยมีหนี้ลดจาก 1.6 หมื่นล้านบาท เหลือ 8 พันล้านบาท แต่ก็อาจต้องกู้เงินล็อตใหม่อีก เพื่อจ่ายชดเชยราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลใหม่ให้กับชาวไร่อ้อย
          สอดคล้องกับนายจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.น้ำตาลขอนแก่นที่ยอมรับว่าการลอยตัวราคาน้ำตาลต้องคุยกันอีกมาก เพื่อไม่ให้กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไร่อ้อย ในส่วนของโรงงานน้ำตาลเองก็แทบไม่มีกำไรจากการขายน้ำตาล โชคดีที่มีอ้อยเข้าสู่ระบบจำนวนมากจึงไม่เจ็บตัว
          ด้านนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดีประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ทีมงานของ ไทยชูการ์ มิลเลอร์ได้สำรวจข้อมูลราคาน้ำตาลทรายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เน้นกลุ่มประเทศอาเซียน โดยใช้ข้อมูลจากสำนักงานการค้าในประเทศต่างๆ ประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเทรดเดอร์น้ำตาลทรายรายใหญ่ของโลก โดยเทียบเป็นสกุลเงินบาท พบว่า น้ำตาลทรายของไทยมีราคาขายปลีกต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนโดยน้ำตาลทรายขาวมีราคาขายปลีกต่อกิโลกรัม อยู่ที่ 22.60 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กิโลกรัมละ 23.60 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ประเทศลาวและกัมพูชา มีราคาขายปลีกน้ำตาลทรายขาว 30-33 บาทต่อกิโลกรัม พม่า 30.01 บาท เวียดนาม 25.50-28.50 บาท มาเลเซีย 25.87 บาทอินโดนีเซีย 33.95 บาท สิงคโปร์ 40.35 บาท ฟิลิปปินส์ 41.20 บาท นอกจากนี้ประเทศที่ต้องบริโภคน้ำตาลทรายในราคาสูงกว่าไทย ได้แก่ ประเทศจีนกิโลกรัมละ 57.09-77.85 บาท ญี่ปุ่น66.90 บาท เกาหลีใต้ 49.50 บาท ออสเตรเลีย 59.75 บาท
          นายสิริวุทธิ์ กล่าวว่า จากราคาขายปลีกน้ำตาลทรายของไทยที่ต่ำที่สุดดังกล่าว ทำให้มีความกังวลว่า เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ซึ่งมีความเสรีในการติดต่อค้าขายกันมากขึ้น หากไทยยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายในเรื่องนี้ ปัญหาการลักลอบนำน้ำตาลทรายในประเทศไปขายต่างประเทศจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น อันจะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลทรายที่กันโควตา ก. ไว้สำหรับบริโภคภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ
          ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัดกล่าวด้วยว่าการนำเสนอข้อมูลเรื่องนี้ให้สังคมได้รับรู้ ก็เพื่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ได้เร่งหาทางป้องกันปัญหาแต่เนิ่นๆ โดยมีหลักคิดอยู่ว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดการขาดแคลนของน้ำตาลทรายที่ใช้บริโภคภายในประเทศ และผลตอบแทนที่ชาวไร่อ้อยจะได้รับในสัดส่วน70% ของรายได้จากการขายน้ำตาลทรายจะต้องคุ้มค่ากับต้นทุนด้านการเพาะปลูก และมีกำไรส่วนต่างที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้อาชีพชาวไร่อ้อยเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง
ที่มา : สยามธุรกิจ

เซ็นทรัลชูซีเอสอาร์เดินหน้าสร้างหมู่บ้านไหมไทย จับมือกรมหม่อนไหมเพิ่มมูลค่าสินค้าสู่สากล


 นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลกล่าวว่า การจัดงานนิทรรศการในครั้งนี้ จะแสดงให้เห็นถึงภาพรวมของโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน ที่ทางกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลมุ่งมั่นดำเนินการมาตลอด 2 ปี โดยมี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก เป็นการสร้างหมู่บ้านไหมไทย โดยมอบทุนหมุนเวียนจำนวนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ให้แก่บ้านหนองหญ้าปล้อง และบ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น รวมทั้งสิ้น 2 ล้านบาท ตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนขึ้น พร้อมกับปรับปรุงร้านค้าและศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไหมไทย โดยได้รับความร่วมมือจากกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการให้ความรู้ด้านการพัฒนาการผลิตไหมไทยอย่างมีคุณภาพ การดำเนินการในระยะแรกเน้นการส่งเสริมชุมชนทั้งสองแห่ง ทั้งในด้านเงินทุน ทักษะการผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย เพื่อให้ชุมชนทั้งสองแห่งสามารถผลิตวัตถุดิบได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมเข้าสู่การดำเนินงานในระยะที่สอง
          ระยะที่สอง เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้รับเกียรติจากคุณภัทรศรัณย์ศรีเลื่อนสร้อย จากแบรนด์ 4X4MAN ร่วมออกแบบลายผ้า เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตวัตถุดิบออกมาได้ตามความต้องการของดีไซเนอร์ คุณศุภกัญญาตฤปต์วรรธนะ  ดีไซเนอร์ จากแบรนด์รองเท้า Croone ที่นำวัตถุดิบจากชุมชนมาออกแบบเป็นสินค้า นอกจากนี้ทางบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลยังได้ร่วมมือกับชุมชน ในการให้ความรู้ ออกแบบและพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด อาทิ การออกแบบกระเป๋าผ้าไหม ริบบิ้นติดกระเช้าท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตตลอดจนบรรจุภัณฑ์และป้ายสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
          ระยะที่สาม สร้างนักออกแบบรุ่นเยาว์ โดยได้รับความร่วมมือจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำนักศึกษาไปศึกษาดูงานที่บ้านหนองหญ้าปล้อง และบ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น จากนั้นร่วมออกแบบลายผ้าและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยกับชุมชน ซึ่งจะนำมาแสดงในนิทรรศการนี้ด้วย
          การดำเนินงานทั้ง 3 ระยะ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้ชุมชนสามารถขับเคลื่อนตัวเองต่อไปได้ในอนาคต รู้จักการปรับตัวให้สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด จนสามารถนำสินค้าของชุมชนไปสู่ตลาดสากลได้
          "โครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน เป็นความภาคภูมิใจของบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลอย่างยิ่ง ที่เรามีโอกาสได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด และการจัดจำหน่าย มาช่วยเหลือชุมชนให้สามารถอุ้มชูตัวเองได้อย่างยั่งยืน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ช่วยให้ทั้งสองชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังเชื่อมั่นว่าจะดียิ่งขึ้นอีกในอนาคตโดยหลังจากนี้ทางบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ก็จะจัดเจ้าหน้าที่อาสาคอยลงพื้นที่อยู่เป็นระยะ เพื่อดูว่าทางชุมชนยังสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้หรือไม่ หากมีปัญหาก็จะร่วมหาทางออก หรือดึงผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่นๆเข้ามาช่วย"นายสุทธิธรรม กล่าวโดยสรุป
          งานนิทรรศการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน เพื่อนำเสนอผลงานการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม โครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน 2555 - 2556 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 10 พฤศจิกายน 2556 ณ ลานเซ็นทรัลคอร์ท ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานของโครงการ ผลิตภัณฑ์ไหมไทย พร้อมผลงานจากนักออกแบบรุ่นเยาว์และนักออกแบบชื่อดัง เปิดโอกาสผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทีมา : พิมพ์ไทย

วิศวะมข.ร่วมมือลาว-กัมพูชา


ผศ.ดร.รัตมณี นันทสาร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. ตั้งเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับต่างประเทศ เพื่อรองรับทิศทางการพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ โดยได้สร้างกิจกรรมด้านการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์อันจะนำไปสู่ความเป็นสากล ดังนั้น เพื่อการพัฒนาสู่เป้าหมายดังกล่าว และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ภาควิชา จึงได้จัดโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว และสถาบันเทคโนโลยีแห่งกัมพูชา ขึ้น เพื่อเป็นการขยายองค์กรทางวิศวกรรมโยธาสู่ความเป็นสากล และเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการให้มีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้นต่อไป
          ด้าน นายณัฐพล หมื่นฤทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ประธานชุมนุมวิชาการวิศวกรรมโยธา เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขัน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทางวิชาการร่วมกับสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์สร้างสรรค์กิจกรรมร่วมกับนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้วย เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยนักศึกษาทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ข้อจำกัดและได้นำทฤษฎีที่เรียนจากห้องเรียนมาประยุกต์ใช้
ที่มา : ข่าวสด