วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

เอพีสยายปีกปักธงอีสานผุดคอนโดกลางเมืองอุดร


          เอเชี่ยนฯ ระบุผลสำรวจพื้นที่หัวเมืองใหญ่ในอีสานพบการลงทุนโครงการอาคารสูงกระจุกตัวส่งผลการแข่งขันสูง แจง 3 ปัจจัย เปิดตัว Aspire อุดรธานี โครงสร้างประชากร รายได้-การใช้จ่ายสูงระบบโครงข่ายคมนาคมดี ล่าสุดมียอดขายแล้ว 70% หรือมียอดขาย 290 ยูนิต จาก 413 ยูนิต ชี้ซัพพลายคอนโดในพื้นที่รวม 2,300 ยูนิต คาด 2 ปี
          นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP กล่าวว่า จากการสำรวจดีมานด์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดภาคอีสานก่อนตัดสินใจลงทุนพัฒนาโครงการ Aspire ในจังหวัดอุดรธานี พบว่าการลงทุนของผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคอีสานโดยมากที่ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้า จนสามารถสร้างยอดขายได้อย่างรวดเร็วนั้น จะเกาะกลุ่มกันอยู่ในพื้นที่เลียบถนนเส้นใดเส้นหนึ่ง หรือโซนใดโซนหนึ่งของแต่ละจังหวัด ไม่ได้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ กันออกไป
          อย่างไรก็ตาม นายวิทการ กล่าวถึงในส่วนด้านการแข่งขัน ว่า ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากโครงการโดยมากจะเปิดตัวในโซนเดียวกัน ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการรายใหญ่จาก กทม.ขยายการลงทุนเข้าไปในจังหวัดภาคอีสานจำนวนมากโดยเฉพาะ ในจังหวัดหัวเมืองขนาดใหญ่ เช่น 
ขอนแก่น นครราชสีมา (เขาใหญ่) อุบลราชธานี อุดรธานี ซึ่งจังหวัดดังกล่าวส่วนใหญ่มีการขยายการลงทุนด้านโครงข่ายระบบขนส่งคมนาคม
          ขณะเดียวกัน ด้านอุตสาหกรรม การค้า ธุรกิจค้าปลีก และศูนย์การค้า ตลอดจนการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพื่อรองรับการเปิดตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2558
          นายวิทการ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ทำให้ AP ตัดสินใจลงทุนโครงการคอนโดมิเนียม Aspire ใน จ.อุดรธานี เนื่องจาก จ.อุดรธานีมีศักยภาพในด้านของโครงสร้างประชากรและการขยายตัว มีโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบคมนาคมที่ดี ขณะเดียวกันก็มีระดับของรายได้ประชากรที่ดี มีการใช้จ่ายของประชากรสูง สังเกตได้จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวซึ่งในส่วนของห้องพักในโรงแรมอพาร์ตเมนต์ต่างๆ พบว่ามีอัตราการเข้าพักเต็ม 100% นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายของแรงงานที่เข้ามาในพื้นที่ จ.อุดรฯ ยังมีอัตราสูงขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจด้วย
          "ซัพพลายคอนโดมิเนียมใน จ.อุดรธานี ปัจจุบันมีจำนวน 2,300 ยูนิต ซึ่งเป็นซัพพลายเดิมและซัพพลายใหม่ประกอบด้วย ห้องชุดในโครงการของ ซีพี แลนด์ 2 โครงการ ซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ และห้องชุดในโครงการของ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงห้องชุดในโครงการ Aspire โดยซัพพลายจำนวนดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการระบายออกประมาณ 2 ปี ซึ่งตรงกับช่วงที่งานก่อสร้างโครงการของบริษัทแล้วเสร็จ"
          สำหรับโครงการ Aspire อุดรธานี มีพื้นที่พัฒนาโครงการรวม 3 ไร่ 2 งาน ซึ่งซื้อเข้ามาในราคา 70,000 บาทต่อตารางวา โดยที่ดังกล่าวปรับราคาขึ้นจากเมื่อช่วง 3 ปีก่อนหน้าเกือบ 1 เท่าตัว ตั้งอยู่ติดถนนโพศรี ตำบลหมากแข้ง เป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคารจำนวน 413 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 1.43 ล้านบาท โดยหลังจากเปิดขายเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2556 บริษัทฯ มียอดขายแล้วกว่า 70% หรือกว่า 290 ยูนิต กลุ่มลูกค้ากว่า 90% เป็นประชาชนในพื้นที่ กลุ่มข้าราชการ แพทย์ และนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในอุดรธานี เพื่อรองรับแผนการลงทุนในประเทศลาวในอนาคต รวมถึงกลุ่มลูกค้าในจังหวัดข้างเคียง
          "ส่วนของกลุ่มลูกค้าจาก สปป.ลาว AP คาดว่าหลังจากการเปิดขายอย่างเป็นทางการและทำการสื่อสารผ่านสื่อจาก สปป.ลาว คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกัน"
ที่มา : บ้านเมือง

ขอประชาสัมพันธ์งานสัมมนา ก่อสร้างอีสาน รู้ใช้ AEC สานความแกร่งสู่มหานครอสังหาฯ แห่งระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก วันที่ 26-27 มีนาคม 56 นี้ พลาดไม่ได้ ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ !!!


              สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ คุณธนารักษ์  ไชยงาม ในเวลาทำการ โทร : 02-2669919 ต่อ 104         Fax : 02-2669918 
              หรือ สำรองที่นั่งได้ที่ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น                     โทร: 043-202401 ต่อ 140 หรือ 043-202566 Fax : 043-202567

            งานนี้พลาดไม่ได้ อสังหา ฯ อีสาน แนวโน้มเป็นอย่างไร  การพัฒนาอสังหาในประเทศอาเซียน จะต้องทำอย่างไร พร้อมทั้งทราบลู่ทางการทำธุรกิจอสังหาฯ แน่นอน !!!
              ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย  !!!  ทราบก่อนรู้ก่อนได้เปรียบแน่นอน !!!

วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

ICT Free Wi-Fiอินเทอร์เน็ต เพื่อประชาชน


          โครงการ Smart Network ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายSmart Thailand กำหนดไว้ว่า โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ จะต้องครอบคลุมพื้นที่ 95%ของประเทศ ภายในปีพ.ศ. 2563
          จากนโยบายดังกล่าว กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที ภายใต้การนำของนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงได้วางภารกิจหลักของ Smart Network ไว้ 2ประการคือดำเนินการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกครัวเรือน และจัดตั้งหน่วยงานบรอดแบนด์แห่งชาติ(National Broadband Netw ork Company หรือ NBNCo) ขึ้นในประเทศไทย
          สำหรับการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในส่วนการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกครัวเรือนนั้น กระทรวงไอซีที ได้ดำเนินโครงการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยี W i-Fi โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ ICT Free Wi-Fi ขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภายใต้สังกัด ได้แก่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.พร้อมด้วยผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของประเทศไทยได้แก่ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือAIS และ บริษัท ทริปเปิลทีบรอดแบนด์ จำกัด(มหาชน)หรือ 3BB บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน)หรือDTAC และกลุ่มTRUE ในการเปิดให้บริการICT Free Wi-Fi ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ
          น.อ.อนุดิษฐ์ฯกล่าวว่า "รัฐบาลมีนโยบายด้าน ICT ที่จะส่งเสริมการเข้าถึงการใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่มีการใช้งานตามความเหมาะสมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็ น กา รช่ว ยล ดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ยกระดับคุณภาพชีวิต และการศึกษาของประชาชนในประเทศ โดยมีเป้าหมายในการกระจายการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสาย และไร้สายให้ครอบคลุมมากกว่า 80% ของประชากรทั้งประเทศ ภายในปี 2558 นอกจากนั้น
          จากสถิติการศึกษาอัตราการเข้าถึงการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตพบว่า ทุกๆ 10% ของการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น จะสามารถเพิ่ม GDP ได้ 1.3%ซึ่งหมายความว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศมีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริงรัฐบาลจึงเล็งเห็นศักยภาพของการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและมุ่งที่จะพัฒนาอย่างเต็มที่ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ให้ได้ 80% ของ
          จำนวนหลังคาเรือนภายในปี 2558 ซึ่งในการพัฒนารูปแบบการดำเนินการที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย(Sustainable model for Thailand) จะคำนึงถึงลักษณะเฉพาะตามความต้องการและสถานการณ์ด้านเทคโน โลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศเป็นหลัก"
          ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2555เป็นต้นมา กระทรวงไอซีทีได้เดินหน้าขยายโครงข่ายICT Free Wi-Fi โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชนด้วยดีมาโดยตลอด อาทิ การร่วมมือกับกลุ่มทรู ในการขยาย ICT Free Wi-Fi ด้วยการเปิดบริการ ICT Free Wi-Fi by True ที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ลงสู่ภาคใต้ที่ อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา อีกด้วย โดยกลุ่มทรูตั้งเป้าว่าจะขยายพื้นที่ให้บริการทั่วประเทศให้ ได้50,000 จุด
          การร่วมมือกับ AIS และ3BB Broadband ในการติดตั้งFree Wi-Fi โดยได้เปิดให้บริการFree Wi-Fi ในภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 9,000 จุดอาทิ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน3,000 จุดเป็นต้น ซึ่งล่าสุดได้เปิดให้บริการที่จังหวัดขอนแก่น
 จำนวน 1,246 จุด ครอบคลุมทั่วพื้นที่บริเวณเทศบาลนครขอนแก่น บริเวณสวนสาธารณะบึงแก่นนครสถานที่ราชการ ย่านชุมชน ตลาด ร้านค้า ถนนคนเดินชุมชนกังสดาลยูพลาซ่า ตลาดประตูน้ำ สถานีตำรวจภูธรชนบท สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ตลอดจนโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ โดย AIS ตั้งเป้าที่จะเปิดให้บริการทั่วประเทศ จำนวน 50,000 จุดเช่นกันขณะเดียวกันกระทรวงไอซีทีก็ได้รับความร่วมมือจาก DTAC ในการติดตั้งจุดให้บริการ Free Wi-Fi เพื่อสนับสนุนโครงการ One Tablet PC per Child หรือ OTPC ของรัฐบาล โดย DTAC ได้เลือกโรงเรียนวัดหนามแดง จังหวัดสมุทรปราการเป็นโรงเรียนนำร่องในการให้บริการดังกล่าวซึ่งDTA C จะเน้นการให้บริการในพื้นที่ของโรงเรียนสถานพยาบาล และสถานที่ราชการ เป็นต้น
          นอกจากนี้ กระทรวงไอซีที ยังได้รับความร่วมมือจากภาครัฐในการร่วมขยายพื้นที่ให้บริการ ICT Free Wi-Fi ด้วยเช่น กระทรวงคมนาคม โดยติดตั้ง Free Wi-Fi ในสถานีขนส่งทั่วประเทศ(Smart Station)ซึ่งนำร่องที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ(หมอชิต2) ตั้งเป้าจะเปิดให้บริการ 100 สถานีขนส่งทั่วประเทศ ภายในปี 2556 และบริเวณท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด 16 จุดภายใต้ชื่อโครงการ"MOT Free Wi-Fi"
          ล่าสุด กระทรวงไอซีที ได้ร่วมมือกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) โดย กสทช. ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวนเงิน 950 ล้านบาทเพื่อดำเนินการขยายพื้นที่ให้บริการ Free Wi-Fi ใน 30,000 สถานที่รวมจำนวน 150,000 จุดให้บริการ ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
ที่มา : TELECOM JOURNAL 

ทุ่ม 9 หมื่นล.สร้างรถไฟรางคู่ เชื่อมเหนือ-อีสาน-กลาง ลดเวลาเดินทาง-ขนส่ง


นายชัชชาติ  สิทธิพันธุ์  รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะขยายโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่  เพิ่มอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทางพิษณุโลก-เพชรบูรณ์-ขอนแก่น ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นลักษณะสามเหลี่ยมทางขวางของเส้นทางรถไฟสายปัจจุบัน โดยจะเป็นเส้นทางใหม่ที่เชื่อมพื้นที่ระหว่างภาคอีสานตอนเหนือ  ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน เข้าด้วยกันแบบครบวงจร เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างกิโลเมตรละ 300 ล้านบาท  หรือใช้วงเงินรวม 90,000 ล้านบาท
          "ประชาชนที่เข้ามาชมนิทรรศการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ได้เสนอแนะอยากให้รัฐบาลสร้างทางรถไฟเส้นดังกล่าวเพิ่มเติม  ผมก็มองว่าน่าสนใจ  เพราะเส้นทางดังกล่าวจะสามารถเชื่อมพื้นที่ 3 ภาคต่อกัน คือ ภาคเหนือ อีสาน และกลางเข้าด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องวิ่งมาอ้อมผ่านกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยทำให้การเดินทางประหยัดเวลา  และประหยัดต้นทุนขนส่งให้ผู้ประกอบการที่ใช้บริการขนส่งสินค้า โดยได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กลับไปทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หากเห็นว่าคุ้มค่าก็จะเดินหน้าก่อสร้าง แต่คงไม่ทันใช้งบประมาณในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท"
          นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า  ได้ให้ ร.ฟ.ท.จัดจ้างที่ปรึกษา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ  เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ระยะเวลาศึกษาประมาณ 14 เดือน โดยรายละเอียดที่ต้องศึกษา เช่น จำนวนประชากรในพื้นที่ที่เส้นทางรถไฟผ่าน  ลักษณะของพื้นที่เป็นพื้นที่ป่า หรือลุ่มน้ำ ที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือไม่ โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขา ซึ่งมองว่า เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่น่าสนใจ  เพราะเป็นแนวเส้นทางขวาง ต่างจากเส้นทางรถไฟสายปัจจุบัน 5 เส้นทางที่ส่วนใหญ่จะเชื่อมจากเหนือ ลงมาใต้ คือ เส้นทางสายเหนือ สายใต้ สายตะวันออก สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายแม่กลอง
          นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการป้องกันการแอบสร้างทางลักผ่านตัดแนวเส้นทางรถไฟ  เพื่อใช้สัญจร โดยไม่แจ้ง ร.ฟ.ท. ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัย และเกิดอุบัติเหตุระหว่างรถไฟและรถยนต์หลายครั้ง ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความร่วมมือโดยส่งหนังสือไปยังผู้บริหารท้องถิ่น  เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ว่า หากจะสร้างทางตัดกับเส้นทางรถไฟ จะต้องแจ้งให้ร.ฟ.ท.ทราบก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในการใช้ทางและขณะนี้ ร.ฟ.ท. อยู่ระหว่างเร่งสร้างเครื่องกั้นจุดตัดทางรถไฟ
          "ส่วนใหญ่ผู้ที่สร้างทางลักผ่าน จะเป็นผู้มีอำนาจในท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. ทางร.ฟ.ท. จึงได้ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยให้แจ้งไปยังผู้บริหารส่วนท้องถิ่น  ที่ผ่านมาทาง ร.ฟ.ท. เคยรื้อทางลักผ่านที่ไม่ได้แจ้งร.ฟ.ท.ออก แต่บางพื้นที่เจ้าหน้าที่ ร.ฟ.ท. เคยถูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ไล่ยิงด้วย  ซึ่งอยากให้แต่ละพื้นที่เข้าใจด้วย เพราะการสร้างทางลักผ่านโดยไม่แจ้ง ร.ฟ.ท.ก่อน ส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัย เพราะคนขับรถไฟจะไม่รู้ว่า ตรงจุดนั้นมีรถหรือคนตัดผ่านรถไฟ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย"
ที่มา : เดลินิวส์

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

รุกตลาด


            เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส บริษัทขนส่งพัสดุภัณฑ์รายใหญ่ในตลาดโลกจัดแถลงข่าวการเปิดสถานีบริการแห่งใหม่ที่ จ.ขอนแก่น โดยนายเดวิด คาร์เด็น กรรมการผู้จัดการ เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน ให้ข้อมูลถึงการรุกตลาดให้บริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ โดยสำนักงานสาขาขอนแก่น ตั้งอยู่ถนนศรีจันทร์ ใกล้ศาลหลักเมืองขอนแก่น
ที่มา : มติชน

TQMเป้าโกยเบี้ย ปีนี้อีก7.5พันลบ.ชี้รถยนต์มากสุด


 TQM ดันยอดขายเบี้ยปีนี้โตตามเป้าหมายที่ 7,500ล้านบาท หลังปีที่ผ่านมาทำยอดขาย  6,050 ล้านบาท แบ่งเป็นประกันภัยรถยนต์ 77% นอน-มอเตอร์ 17% และประกันชีวิต 6%
          นายอัญชลิน พรรณนิภา ประธานบริษัททีคิดเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด (TQM) เปิดเผยว่า เชื่อว่าบริษัทจะขยายการผลงานการขายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมากจากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเป็นอย่างดีจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการลงทุนของภาคเอกชน รวมไปถึงการใช้จ่ายของคนไทยที่เพิ่มขึ้น
          โดยปี2556บริษัทตั้งเป้ายอดขายเอาไว้ที่ 7,500 ล้านบาท ส่วนในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายได้ถึง 6,050 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายของสินค้าประเภทประกันภัยรถยนต์ 77% สินค้าประกันภัยนอน-มอเตอร์ 17% และสินค้าประกันชีวิต 6%
          สำหรับ การดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้จะเน้นการเพิ่มคุณภาพ 3 ด้านด้วยกันคือ บุคคลากร สินค้า และบริการ โดยจะเน้นการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มทั่วประเทศ โดยสินค้าที่บริษัทคาดว่าจะออกมาสู่ตลาดเพิ่มในปีนี้จะมีทั้งหมด 6 แบบ ทั้งประกันภัยรถยนต์และประกันภัยนอน-มอเตอร์ ซึ่งในส่วนของการประกันภัยรถยนต์นั้นในปีที่ผ่านมาถือว่าได้รับประโยชน์ จากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลเป็นอย่างมากจึงทำให้บริษัทออกแบบสินค้าใหม่ เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของคนไทยมากที่สุด
          “เรามองว่านโยบายรถคันแรกทำให้ยอดขายอีโคคาร์สูงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 1.25 ล้านคัน เราจึงออกแบบสินค้าให้เหมาะสมอย่าง อีโคแม็กซ์ซึ่งร่วมกันทำกับพันธมิตรประกันภัย โดยจุดเด่นของสินค้านี้คือ จะได้รับความคุ้มครองเหมือนประกันชั้น 1 แต่จ่ายเบี้ยถูกกว่าถึง 40% แถมเพิ่มความคุ้มครองตามสัญญาเช่ากรณีผู้เช่าซื้อเสียชีวิตอีกด้วยนายอัญชลิน กล่าว
          นายอัญชลิน กล่าวว่า การขยายงานและบริการของบริษัทในปีนี้จะเน้นการลงพื้นที่ในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยจะมีการส่งทีมเข้าไปดูและให้ความรู้แก่ทีมขายและทีมดูแลลูกค้าในต่างจังหวัดผ่านศูนย์บริการทั้ง 8 แห่งของเราประกอบด้วย เชียงใหม่ นครสวรรค์ อุดรธานี
ขอนแก่น สุพรรณบุรี ชลบุรี สงขลา และสุราษฏร์ธานี
          นอกจากนี้ในส่วนของประกันภัยรถยนต์บริษัทเตรียมเพิ่มจำนวนอู่ในเครือให้มากขึ้น โดยจะเน้นพื้นที่ที่ยังไม่มีอู่มาตรฐาน เพื่อให้ลูกค้าได้รับคามสะดวกและมั่นใจมากขึ้น นอกเหนือจากการตรวจสอบมาตรฐานซึ่งทำเป็นประจำอยู่แล้ว
          ส่วนการขยายงานด้านประกันชีวิต บริษัทจะเริ่มขยายงานผ่านฐานลูกค้าประกันภัยที่บริษัทมีอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และในปีนี้บริษัทจะเน้นการออกสินค้าประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เพิ่มตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น
ที่มา : ข่าวหุ้น 

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

วอลล์สตรีทฯ ชี้เออีซีดันยอดนักเรียนพุ่ง


          โพสต์ทูเดย์วอลล์สตรีทอิงลิชรับอานิสงส์เปิดเออีซี เล็งขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ คาดปีนี้ผู้เรียนเพิ่ม 20%
          นายมาร์ค นุโสม์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร สถาบันสอนภาษอังกฤษวอลล์สตรีทอิงลิช ประเทศไทย เปิดเผยว่าปัจจุบันเป็นช่วงที่ใกล้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปี2558 จะส่งผลให้ประชาชน ให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะเห็นได้ชัดตั้งแต่ในช่วงปลายปีนี้ถึงปี 2557
          "ปัจจุบันมีผู้ให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ทั้งเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เพื่อหน้าที่การงานที่ดีขึ้น และยังเป็นการรองรับ กับการเปิดเออีซีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ที่จะมีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มทุนต่างชาติทำให้คนไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาเพื่อรับกับการทำงานที่จะมีการเปิดบริษัทในเมืองไทย" นายมาร์ค กล่าว
          ทั้งนี้ ทางสถาบันมีแผนจะขยายสาขาในประเทศไทยเพิ่มอีก 3 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) 1 แห่ง และต่างจังหวัดในช่วงปีหน้าอีก 2 แห่ง คือที่จ.เชียงใหม่ และ จ.ขอนแก่น
 เนื่องจากเป็นจังหวัดหัวเมืองที่มีประชากรอยู่อาศัยจำนวนมาก
          ปัจจุบัน วอลล์สตรีทฯ มีสาขาที่เปิดให้บริการแล้ว 9 แห่ง ใน กทม. ขณะนี้มีผู้เรียนอยู่กว่า 2 หมื่นคนและคาดว่าปีนี้จะมีผู้เรียนเพิ่มขึ้นอีก 20%
          นอกจากนี้ ทางสถาบันมีแผนจะเปิดตลาดสอนภาษา ในประเทศเมียนมาร์และสาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาวปีนี้ จากปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการแล้ว 27 ประเทศทั่วโลก
          อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันได้ใช้งบกว่า20 ล้านบาท จัดแคมเปญใหม่ คือCHANGE หรือเปลี่ยนจากการเรียนภาษาอังกฤษที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น โดยคัดเลือกนักเรียน 18 คน จาก 1 หมื่นเรื่องราวเพื่อเป็นตัวแทนให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ว่า คนธรรมดาสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษและเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออาทิ ป้ายบิลบอร์ด สื่อบีทีเอสวิทยุออนไลน์ และกิจกรรมโรดโชว์
ที่มา : โพสต์ทูเดย์